Thanet 的个人资料FiboKnacky照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
公共文件夹
FiboKnackyway to be Bioinformatician 4月2日 ครบรอบ 1 ปี กับการมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่นช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มต้นหลายๆ อย่างในญี่ปุ่น เพราะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระเบ่งบาน ถึงเป็นฤกษ์ยามอันดี ในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ครับ หลายๆ คนที่ไทย ที่จะมาเรียนญี่ปุ่นก็ได้เริ่มเดินทางมาบ้างแล้ว (เช่นเด็กทุนพานา) อีกหลายคนมาเมื่อวานนี้ (เด็กทุนมองฯ) เราก็ได้ไปอ่านบางบล็อกของคนเหล่านั้น หลายๆ คนต้องจากที่ทำงานเก่า ก็เศร้า ใจหายกันไป บางคนจบแล้วมาเลย (เหมือนเราปีก่อน) ก็อาจจะอาลัยเพื่อนๆ นิดหน่อยถึงปานกลาง วันนี้เป็นวันครบรอบที่เดินทางมาศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นของเราพอดี (ใครอ่านบล็อกพี่บิ๊กมาแล้ว จะรู้อย่างไม่ต้องสงสัยว่าเป็นบล็อกเลียนแบบ 55 แต่เราคงไม่เขียนซึ้งๆ แบบพี่บิ๊กหรอกครับ) ดูจากเวลาที่เริ่มเขียนบล็อกนี้ (หวังว่าจะเป็นบล็อกที่ไม่ยาว) ก็เป็นเวลาที่เครื่องของ jal (จำเบอร์ไฟลท์ไม่ได้) ลงที่นาริตะพอดี (เวลาใกล้เคียงมาก คือ ราวๆ 4 โมงเย็น) ในวันที่ 2 เมษายน ปี 2007 มาถึงวันนี้ก็ครบรอบหนึ่งปีพอดี มีเรื่องราวหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย ดังต่อไปนี้
สรุปแล้ว เราได้ประสบการณ์มากมายทั้งเรื่องชีวิตทั่วไป เรื่องเที่ยว เรื่องการทำงาน การเรียน ประสบการณ์เหล่านี้มีค่ามากๆ (คิดว่าจะมีค่ามากขึ้นๆ ในอนาคต) สุดท้ายนี้ก่อนที่บล็อกนี้จะยาวๆๆๆ ไปกว่านี้ ขอฝาก รูปซากุระที่กำลังบานให้ทุกคนได้ชมกัน อันนี้ถ่ายแถวบ้านเราเอง เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ขอให้ชีวิตจากนี้ไป มีแต่ความรุ่งโรจน์ รุ่งเรือง เหมือนซากุระที่เบ่งบาน รับปีการศึกษาใหม่นี้ 2月25日 สกีทริป + English Presentation Classวันนี้ขอควบสองเลยนะครับ เพราะเลทมาเป็นเดือน เหอๆ Ski Trip เรื่องแรกก็คือการไปสกีทริปที่ผ่านมาตอนช่วงปีใหม่ เพื่อให้เนื้อหาในนี้ไม่เยิ่นเย้อไป รูปและวิดีโอ(การเล่นครั้งแรกแบบเก้ๆ กังๆ ของเรา) นั้นดูได้ที่ http://knackytodai.multiply.com ครับ ทริปนี้จัดโดยสมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่น (ดังนั้นผู้ร่วมทริปนี้จึงมีมากเป็นเกือบร้อยคน) ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ได้ไปเที่ยวสามวันสองคืนสบายๆ ตอนแรก พี่ๆ เขาก็โฆษณาว่าห้องพร้อมสรรพ ไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ แต่เนื่องจากการประสานงานผิดพลาดเล็กน้อย พี่ที่ตกลงเรื่องห้องพักไม่ได้ไปด้วย เลยทำให้ได้ห้องที่ต้องเบียดกันสิบเอ็ดสิบสองคน และไม่มีอุปกรณ์ (ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน ฯลฯ) ให้เลย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเท่าไร เพราะเราเตรียมไปพร้อม และประเด็นคือมาสนุกกับสกีมากกว่า ไปถึงวันแรกก็เสียเวลากันนิดหน่อยๆ รอๆ กันไปๆ มาๆ ตอนออกมานั้นเป็นเวลากลางคืน ไปถึงตอนเช้ามืด (เช้ามืดจริงๆ ตีห้าได้มั้ง ถ้าจำไม่ผิด) และบนรถก็นอนไม่หลับตามเคย ทำให้รุ้สึกโทรมและเพลียโคตรๆ ไปถึง รอโอซากา รอนาโกย่า (เป็นทริปรวมเกือบทั้งประเทศญี่ปุ่น) กว่าจะครบ กว่าจะเปลี่ยนชุด เอาของ ปาไปสิบโมงละ ไปถึงพี่เค้าก็แบ่งเป็นสีๆ เพื่อแยกกันฝึกตามสี (ทริปนี้ดีตรงที่เค้ามาสอนให้ฟรีๆ เนี่ยแหล่ะ ถ้าไปกันเองนี่คงไม่มีคนมาสอนแบบนี้หรอก ต่างคนต่างอยากเล่นเอง) แรกๆ ก็สอนให้ล้ม สอนให้ทำขาสามเหลี่ยม เพื่อถ่วงน้ำหนักให้ความเร็วต่ำ แล้วค่อยๆ ไป ถ้าคนเซียนแล้ว เค้าจะทำขาขนานแล้วโฉบไปๆ มาๆ แทน ล่อไปหมดวันนั้น ก็พอสามเหล่ยมได้ แต่เบรกไม่ชัวร์ เลี้ยวยังไม่ได้ แต่รู้สึกได้เลยว่าเป็นกีฬาที่สนุกมาก (ใครมีโอกาสขอแนะนำ) แต่ขณะเดียวกันมันก็อันตรายด้วยครับ ถ้าคนเบรกไม่เป็น ทำขาไม่เป็น ลงไปตรงเนินเหมือนนั่งมอไซด์เร็วๆ เลยอ่ะ (แล้วคิดดูว่าถ้าพุ่งชนสิ่งกีดขวางจะเป็นไง) เพราะงั้นเซฟตี้สำคัญนะครับ ถ้าทำท่าว่าจะเบรกไม่ได้ ก็ล้มมันซะเองเลยแบบตั้งใจจะเซฟกว่า (อันเป็นที่มาที่ทำให้ผู้เข้าเล่นครั้งนี้ ตกกลางคืนก้น สะโพก เคล็ด ช้ำกันไปตามๆ กัน เหอๆ) ในคราวนี้เราก็ได้ตั้งใจล้มไปหลายที เพราะมันน่ากลัวมากๆ กลัวชนชาวบ้าน ยิ่งพวกเล่นบอร์ดแล้วชอบมานั่งกลางทางเนี่ย เสียว เอาเข่าเสยคอหลุดจริงๆ เล่นจนเย็น (ระหว่างกลางวันมีกินข้าวนิดหน่อย) ก็เอาของเก็บแล้วไปกินข้าวเย็น เจอข้าวเย็นแล้วจะช็อกครับท่าน โคตรมหาน้อยเลย คิดได้ไงเนี่ย ต่อให้เป็นอาหารชุดๆ แบบญี่ปุ่นๆ (ที่ขึ้นชื่อว่าน้อยก็เหอะ) แต่นี่มันน้อยจริงๆ นะ น้อยแบบทนไม่ได้ แต่ก็ทนๆ กินไปซะ รีบไปเข้าโอฟุโระ แล้วไปนอนๆ จะได้ไม่หิว คืนนั้นพี่ๆ ห้องเราก็เล่นไพ่ กันตีสามตีสี่ (ยอดมนุษย์กันจริงๆ) วันที่สอง ตื่นมานี่แทบจะแกะจากฟูก โคตรเมื่อยยยยยยยยยยยย เลยอ่ะ ปวดไปทั้งตัว อยากนอนนานๆ แต่ก็นะ ต้องมากินข้าวเช้า และรีบไปเล่นต่อ เดี๋ยวไม่คุ้ม วันนี้ก็ควบคุมได้ดีขึ้น ตอนบ่าย ก็มีการเล่นแรลลี่ด้วย พี่เค้าก็ตามสอนน้อยลง คนหัดก็เล่นกันเป็นมากขึ้น เราเองก็ควบคุมความเร็วได้ดีขึ้น เบรกได้เกือบจะสนิทดี เลี้ยวได้มากขึ้น กลัวน้อยลง แต่ถึงกระนั้น วันนี้ เราก็ได้ เกี่ยวน้องชายวัยประถมต้นล้มคนนึง (เป็นการพุ่งเข้าหากัน นึกถึงทางร่วมนะครับ แบบทางซ้ายลู่เข้ากลาง ทางขวาก็ลู่เข้ากลาง แล้วก็เกี่ยวกันตรงกลาง) อันที่จริงก็ไม่เป็นไรมากหรอก ก็ขอโทษๆ น้องเค้า แต่น้องเค้าลุกมาทำหน้าเหยๆ แล้วก็หนีไป (อย่างรวดเร้ว อายเด็กจริงๆ เล่นกันเก่ง) ส่วนอีกที ก็มีน้องมาเกี่ยวเรานิดหน่อย เฉียดๆ ตอนเราล้มไปแล้ว เค้าก็ขอโทษด้วยความแอคทีฟ (นึกถึงเด็กไฮเปอร์ไว้) แล้วก็ไป รอบที่ดูจะชนจังๆ ที่สุด ก็คงเป็นเสียบผู้หญิงจากด้านหลัง แบบลื่นมาอย่างรวดเร็วเบรกไม่อยู่ เลี้ยวไม่พ้น เลยกะว่าชนมันตรงๆ ดีกว่า กระนั้น เราก็บอกเค้าก่อน สักเมตรกว่าว่า "โกเมงนะไซ" (จริงๆ คือ ขอโทษนะครับ แต่ถ้าพูดเป็นญี่ปุ่นทัน จะพูดใหม่ว่า จะชนคุณแล้วนะ) แล้วเค้าก็หลบไม่ได้อยู่ดี เพราะไม่ใช่คนเท้าเปล่า เท้าติดสกีอยู่ เราก็เลยชนแล้วเนื่องจากตามหลักฟิสิกส์ที่เรียนมา ถ้าชนเร็วๆ สั้นๆ เค้าจะเจ็บ แต่ถ้าชนนานๆ หน่อย จะเจ็บน้อยกว่า ก็เลยเอามือโอบเอวเค้า (เหมือนไททานิค) แล้วก็ลื่นไปสักแปบ ก่อนจะทำตัวล้มลง สภาพก็ ไม่เป็นท่าครับ ขาเกี่ยวกันมั่วไปหมด แต่ก็ดูเหมือนจะเจ็บน้อยทั้งคู่ (หรือเปล่า) ก็ขอโทษเค้าใหญ่ แต่ก็ทำให้รองเท้าสกีเราหลุด (การที่รองเท้าหลุดกลางเนิน มันใส่ยากมากๆ ในบางทีนะ) นอกนั้นก็ไม่มีชนอะไรร้ายแรง แต่หลายทีที่ล้ม (เค้าสอนว่าให้ล้มข้างๆ ดีสุด ล้มหน้า ล้มหลังอันตราย ทั้งหัว ทั้งขาจะพลิก หัก) ก็รู้สึกได้ว่าหวาดเสียวขาจะเป็นอะไรจริงๆ วันนั้นหลังจากแรลลี่แล้ว เล่นอีกแป๊บเลยหยุด อ้อวันนี้มีหิมะตกแรงด้วย ช่วงกลางวันมองไรแทบไม่เห็น แต่นั่นก็ทำให้อุณหภูมิพอเหมาะพอดี เพราะจริงๆเล่นสกีมันร้อนมากกกกก นะ ถ้าอากาศไม่หนาวพอเนี่ย เหงื่อแตกข้างในเยอะมาก เย็นวันนี้ ก็มีกับข้าวน้อยๆ เหมือนเดิม มีฉายสไลด์รูปภาพอะไรนิดหน่อย แล้วก็อาบน้ำนอน เหมือนเดิม วันที่สาม หนีกันขึ้นไปเล่น ทางที่สูงชันขึ้น คดเคี้ยวขึ้น (น่าจะขึ้นมานานละ ถ้าควบคุมได้ จะขึ้นไปนานแล้วอ่ะ) ข้างบนสวยมาก วิวเจ๋งโคตร (ดูได้ในมัลติพลาย) แถมมีทางที่ ถ้าไม่คุมดีๆ อาจจะเลี้ยวลงเหวได้อยู่ด้วย ก็เสียวๆ ไปอีกแบบ ตอนลงเราก็ตั้งใจไถลไปเข้าหากำแพงตลอด กลัวตก วันนี้เท่าที่จำได้ ไม่ล้มเลย สามารถลื่นได้ดั่งใจ วันนี้เลยถือโอกาสเอากล้องขึ้นไปถ่าย (สองวันแรกกลัวล้มกล้องพัง) พี่แก้มไม่ทันระวัง ก็กล้องมีน้ำแข็งขึ้นเลนส์ ถ่ายไม่ได้ซะงั้น พี่วินทำซองใส่กล้องตกลงในทางที่เค้าห้ามคนเข้าไป (อยู่ระหว่างการขึ้นลิฟต์) แล้วก็มีคนทำไม้โพลที่ไว้คุ้ยๆ หิมะ และบาลานซ์ตัวระหว่างเล่น ตกลงไปด้วย บนที่สูงที่สุดของภูเขานี้ (ชื่อริวโอ) มีพวกญี่ปุ่นบ้าพลัง นัดกันมา ใส่เสื้อกล้าม แล้วถอดเสื้อสกี บนนั้น เพื่อถ่ายรูปกับป้าย บนนั้นคงราวๆ -10 ได้มั้ง เนื่องจากฝั่งคันโต คือพวกโตเกียวจะกลับห้าโมงเย็น เลยต้องรีบลงมาเร็ว เก็บข้าวของ กระเป๋าและเปลี่ยนชุด (น้ำไม่อาบ) เสร็จแล้ว ก็นั่งรถบัสกลับโตเกียว เป็นอันจบทริปสกีครั้งแรกของเรา English Presentation Class เนื่องจากที่แคมปัสเรา มีจัดคลาสพิเศษ เป็นคล้ายๆ สัมมนาเชิงปฏิบัติการฟรี ให้นักเรียนในแคมปัสมาสมัครเพื่อเทรนการพรีเซนท์งานเป็นภาษาอังกฤษ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะทำให้นักเรียนของเขา (ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าคนญี่ปุ่นเก่งอังกฤษกันเหลือเกิน โดยเฉพาะการพูด และสนทนา) มีพัฒนาการทางภาษาอังกฤษดีขึ้น แต่เนื่องจากเป็นเด็กมหาลัยกันแล้ว หลักๆ ที่ต้องการใช้ก็คือการพรีเซนท์งานวิจัยนี่แหละ โดยอ.ประจำคลาส จะเป็นอ.เมกัน ที่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยเฉพาะ มีทั้งสิ้นสามคลาส จะอธิบายในย่อหน้าถัดไปนะครับ แต่ก่อนหน้านั้น มีสองครั้งที่เค้าเอาอ.วิศวะ ที่มีประสบการณ์ด้านการพรีเซนท์งานต่างประเทศบ่อยๆ มา บรรยายหลักการให้ฟัง (พร้อมโฆษณาหนังสือที่เค้าเขียนตามระเบียบ) เค้าก็โอเคอยู่นะ เท่าที่ฟังสำเนียงและการออกเสียง ถือว่าเป็นญี่ปุ่นที่ออกเสียงอังกฤษชัดทีเดียว แต่เราก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเอาเขามาพรีเซนท์เท่าไร ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็เอาอ.ฝรั่งมาบรรยายเทคนิคเลยดีกว่า สองครั้งที่นั่งฟังเค้า เลยเหมือนไม่ค่อยได้อะไรมากนัก (เพราะต้องมาแปลญี่ปุ่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับควรใช้ภาษาอังกฤษยังไง เป็นการแอดวานซ์ไปอีกขั้น เหอๆ) ส่วนคลาสที่เรารอคอย คือคลาสสามครั้งหลังมากกว่า เพราะอ.เมกัน จัดการเอง อ. คนนี้อยู่ญี่ปุ่นมา 34 ปี (แก่กว่าทุกคนในคลาส) ดังนั้น ทั้งภาษาอังกฤษ และญี่ปุ่น จึงร้ายกาจนัก (สามารถเชื่อใจได้) โดยเค้าแบ่งคนเป็น สามคลาส เราอยู่คลาสสุดท้าย (เข้าใจว่าเค้าแบ่งตามคะแนน โทอิค โทเฟิล หรือ พรีเทสท์) ก็เข้าข้างตัวเองว่า คงได้คลาสที่ดีสุด 555 (เพราะ โทอิค คนญี่ปุ่น ได้ 500-600 ก็เก่งแล้ว คะแนนเราก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ก้มากกว่านั้นอ่ะนะ) เข้าไปถึงวันแรก อ.ก็ชวนนร. คุย เรื่องสัพเพเหระ ทำความคุ้นเคยก่อน แล้วก็สอนทริคเบื้องต้น นิดๆ หน่อยๆ ที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ เค้าจะเน้นมากว่าให้เอา conclusion ขึ้นต้นๆ ก่อนเลย เพื่อให้คนฟังรุ้ว่า เราจะพูดอะไร ซึ่งจะต่างกับคนญี่ปุ่น ที่ชอบสาธยายที่มา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ก่อนจะเข้าเรื่อง (นิสัยนี้ประยุกต์กับการกล่าวสุนทรพจน์ด้วย เท่าที่อ่านมาจากหนังสือเกร็ดนิสัยคนญี่ปุ่น) นิสัยนี้ ชาวตะวันตก ร้อยละ 95 ไม่ชอบอย่างมาก และจะงงว่าคุณจะพูดอะไรหรอครับ (ญี่ปุ่นมีชื่อเสียงเรื่องความกำกวมมากๆ) หลังจากนั้นเค้าก็ให้นร.แต่ละคนพรีเซนท์เลย คลาสวันนี้จริงๆ ต้องมีสิบ แต่ขาดไปคน อ.เค้าก็เรียกทีละคนไปพรีเซนท์ ตามลำดับที่เค้าคิดไว้แล้ว ระหว่างพรีเซนท์เค้าก็จะสังเกตการพรีเซนท์ของแต่ละคน ในวันนี้ หลักๆ เค้าจะเน้นเรื่องสไลด์เสียมาก เพราะมีคนที่ทำสไลด์ไม่ได้ดั่งใจ อ.แกอยู่หลายคน (แต่ไม่ใช่เรา อิอิ) ระหว่างเบรกก็จะมีการสอนทบทวนแกรมมาร์อังกฤษบางจุดที่เค้าอยากเน้น รวมๆ แล้ว วันนี้ เค้าก็สอนทริกต่างๆ ดังนี้ (บางอย่างเราก็พอรู้แล้วบางอย่างก็เป็นเรื่องใหม่)
นอกนั้นก็เป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าขำ (แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเค้าเป็นงั้นกัน) คือ คนญี่ปุ่นอกเสียงอังกฤษกันน่ารักโคตรๆ galium --> แกลิมุ, up --> อัปปุ, third --> ธ้าด, The --> ด่า นอกนั้นก็มี คนนึงที่พรีเซนท์ไป ซี้ดไป ซีดดดดดด I am ซีดดดดดดด หลังจากอยู่มาหลายเดือน เราพบว่า ผู้ชายที่นี่ชอบพูดซี้ดๆๆๆๆ หลังจากค้นคว้าในตำรา (ขนาดนั้น) และการรสังเกต เค้าจะซีด (ทำเสียงรอดไรฟัน) เมื่อเวลาเค้าพบความยากลำบาก เช่นไปร้านเครื่องไฟฟ้า แล้วถามว่า ยี่ห้อนี้มีสเปคแบบนี้ไหม ถ้าเค้าไม่รุ้ เค้าก็จะซี้ดดดดดด แล้วก็บอกว่าโปรดรอสักครู่เป็นต้น หรือเช่นถามว่าโจทย์ข้อนี้ทำไง ถ้าเค้าตอบไม่ได้ทันที ก็จะซี้ดดดดดดด แล้วก็บอกว่าไม่รู้ครับ ถ้าใครอยากเป็นหนุ่มญี่ปุ่น ควรหัดซี้ด ไว้นะครับ (บางทีเราก็เริ่มติดแฮะ) ส่วนอีกคน ตลกมาก เพราะพรีเซนท์ภาษาอังกฤษมาตลอด พอจอตัวเลข พี่แกพูดภาษาญี่ปุ่นซะงั้น ตอนแรก เรานึกว่าเค้าเผลอ แต่เค้าพูดผิดแล้วไม่แก้ด้วย แถมยังพูดทุกครั้งที่เจอตัวเลข อ.บอกว่า เกิดมาเพิ่งเจอครับ พอมาถึงของเรา เค้าก็แอบชม บวกให้กำลังใจว่า โดยปกติแล้ว คนพรีเซนท์อันสุดท้าย จะดีที่สุดนะ ทำนองว่าเป็น main event ของวัน เพราะงั้นพรีเซนท์ให้ดีๆ ล่ะ เราก็พรีเซนท์บลาๆ ไปตามสูตร (คือเอา senior project มาพรีเซนท์ ซึ่งเราพรีเซนท์ภาษาไทยไปสี่รอบห้ารอบแล้ว แบบเป็นทางการไม่รวมซ้อม และพรีเซนท์เป็นอังกฤษไปรอบ ในแล็บ หลังจบคอร์สนี้ ก็พรีเซนท์อังกฤษไป สี่รอบพอดี เรียกได้ว่า หลับตาพรีเซนท์แทบจะทำได้) จบแล้ว เค้าก็คอมเมนท์มาน้อยมาก (เค้าบอกว่าขอโทษที่ไม่มีอะไรคอมเมนท์ เพราะสไลด์คุณดีอยุ่แล้ว) (คนอ่านอย่าพึ่งหมั่นไส้ อย่างที่บอก เราพรีเซนท์อันนี้ไปหลายรอบ ผ่านการคอมเมนท์จากอ.คนไทยก็หลายรอบเหมือนกัน กว่าจะได้เป็นสไลด์อันนี้ ไม่แปลกอะไรที่มันจะดูดีกว่าพวกญี่ปุ่น) มีคอมเมนท์นิดหน่อยเรื่องการใช้ proper noun เค้าบอกว่าใช้คำว่า contribution 1, 2 ,3 จะดูเน้นย้ำให้คนฟังซึมซับเข้าไปมากกว่า บอกว่า first, secondly อะไรธรรมดา เรื่อยๆ บล็อกชักเริ่มยาวแฮะ เข้าสู่คลาสที่สองต่อเลย คลาสที่สอง เค้าโฟกัสที่ท่าทาง บุคลิก น้ำเสียง ฯลฯ มากขึ้นกว่าสไลด์เฉยๆ สไลด์เค้าให้เพิ่มให้มากขึ้นหน่อยนึง โดยวันนี้ เค้าให้ย้อนลำดับ แปลว่าเราต้องพรีเซนท์คนแรก อ.บอกว่าจะให้หยุดระหว่างพรีเซนท์ ถ้าเค้าคิดว่ามีอะไรควรแก้ เราพรีเซนท์ได้ สามสิบวิ ก็โดนหยุดซะแล้ว เค้าบอกว่า ช่วยยิ้มด้วยครับ (ปกติเราพรีเซนท์ไม่เคยได้ยิ้มขนาดนั้นหรอก แหมนี่ภาษาอังกฤษ ยิ่งกลัวลืมบทหนัก) เค้าบอกว่า ไม่ยิ้มแล้วเครียดไป คุณไม่ต้องกลัวเพื่อน ไม่ต้องกลัวผม ผมไม่กัด เพื่อนก็ไม่กัดหรอก ทำตัวสบายๆ เป็นธรรมชาติ อย่านิ่งเป็นหุ่น (ก็คราวก่อน เค้าบอกว่าเราดุกดิกๆ เกินไปนี่หว่า) แล้วก็บอกให้เอามือขวาทับมือซ้าย เป็นวัฒนธรรมตะวันตก ที่เค้าจะไม่ประสานมือเอามือซ้ายขึ้นหน้า หลังจากนั้นไม่นาน ก็โดนอีก เค้าบอกว่า กรุณาสบตาคนฟังให้ดีกว่านี้ เราเคยโดนสอนมา (ตอนไหนไม่รุ้ จำไม่ได้) ว่าให้มองหลังห้อง จะลดความตื่นเต้นได้ แล้วก็จ้องคนฟังบ้าง แต่เค้าบอกว่า ให้ รักษา eye contact ให้ดี ทั่วๆ ห้องประชุม อย่ามองคนๆ เดียว แล้วก็ใหใช้มือไม้ให้มากกว่านี้ เข้าหาโปรเจคเตอร์ให้ธรรมชาติกว่านี้ อย่าพูดใส่กระดาน เพราะการพรีเซนท์ พูดให้คนฟัง มีตอนนึงของการพรีเซนท์ของเราที่เป็นคำถามว่า what causes this? ซึ่งเราก็พูดไปตามปกติ มีการเน้นนิดหน่อย แต่เค้าสั่งหยุดอย่างรุนแรง แล้วบอกว่าไม่ได้ๆๆๆๆๆ ต้องทำตาหรี่ (เหมือนสงสัย) ยกมือแบขึ้นมา (ทำท่าขอตังค์) ทั้งสองข้าง ทำเสียงเน้นหนัก ว่า ว็อทททททททททททททท คอสสิสสสส ดิส (ต้องทำหน้าเข้มๆ เฉพาะตอนนี้ห้ามยิ้ม) เฉพาะตอนนี้โดนเค้าจับซ้อมไปสองสามที และตรงที่มีคำถามในการพรีเซนท์ของคนอื่นๆ ก็โดนจับซ้อมเช่นกัน แต่คนญี่ปุ่นลำบากกว่า เพราะพูดอังกฤษไม่ค่อยชัด แถมยกมือเก้ๆ กังๆ อีก (คนญี่ปุ่นเค้าไม่ค่อยชอบแสดงออกกันน่ะ) ใครเคยดูดรากอนบอลให้นึกถึง บาบูนคุง ที่อยู่กับเจ้าพิภพหน่ะ คนญี่ปุ่นทำเหมือนไอ้ลิงตัวนั้นมากๆ เหอๆ จบคลาสวันนี้ เค้าก้บอกว่าคราวหน้า ไม่มีการคอมเมนท์กลางคันแล้ว จะพรีเซนท์แข่งกัน แล้วคอมเมนท์ทีหลัง คลาสที่สามเหลือแค่ 4 คน คนที่เหลือ กลัวหัวหดกันหมดมั้ง (ไม่กล้าทำท่าอะไรประหลาดๆ แบบที่อ.เค้าสอน เหอๆ) วันนี้เราก็พรีเซนท์คนสุดท้ายอีก เพราะเรียงตามอักษร พรีเซนท์แต่ละคนเสร็จ เค้าก็จะให้เพื่อนๆ กันเองคอมเมนท์เพื่อนก่อน ก่อนที่อ.จะคอมเมนท์ ส่วนใหญ่ก็มีพัฒนาการขึ้นตามที่เค้าเคยแนะนำไปนะ คนแรกพรีเซนท์เรื่องมะเร็ง แต่เสียงพี่แก สุภาพไปหน่อย นิ่มนวล จนเวลา เน้นย้ำประเด็นอะไร ฟังดูเหมือนไม่ได้เน้น เค้าบอกว่า เมื่อกี๊ เค้ามีเว้นวรรค ใช้เสียงหนักเบา มีใครสังเกตบ้าง น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่มีใครสังเกตเท่าไร แต่มาดเค้าก็ดีนะ มีบางช่วงพูดอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นไปหน่อย คนที่สองเรื่อง climate คนนี้ก็ดูเหมือนมาดดี แต่ว่า วันนี้ รู้สึกเค้าพูดในคอไปหน่อย วันแรก ๆ ดูจะพูดภาษาอังกฤษชัดกว่า วันนี้ดูฟังยากขึ้นกว่าเดิม แล้วก็ eye contact แปลกๆ ไปหน่อย แบบสไลด์แรก มองคนทั้งซ้ายอย่างเดียว สไลด์สอง มองตรงกลาง สไลด์สาม มองทางขวา คนที่สาม เป็น organic chem คนนี้ได้ชื่อว่า เป็นคนที่ตื่นเต้นที่สุดในคลาส เพราะเวลาพรีเซนท์ กริยาที่ออกมาทั้งหมดล้วนเป็นความตื่นเต้น เช่น ซีดดดดดดดด (อย่างที่บอกไปแล้ว) ที่แปลกคือ พรีเซนท์ไป แกจะเอามือนึงถลกแขนเสื้อซ้ายขึ้นไปเรื่อยๆ สักพัก จะถลกแขนขวา สักพัก จะเอามือถูแขน ถูๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (ขนหลุดไม่รู้กี่เส้น) สักพัก จะเปลี่ยนไปเกาหน้าผาก แล้วก็ซีดๆๆๆๆ เวลาตื่นเต้น สำเนียงจะเป็นญี่ปุ่น ขึ้นเรื่อยๆ แต่ข้อดีคือ เค้าเสียงดัง ฟังชัดดี แล้วก็มาถึงตาเรา ก็ทำตามลำดับที่เค้าเคยสอนอ่า ตอนพรีเซนท์จบ เพื่อนทุกคนก็คอมเมนท์บอกว่า ผมไม่มีอะไรจะติเค้าครับ เค้าทำตามที่อ.สอนได้ครบถ้วน ทั้ง posture, eye contact น้ำเสียง ลีลา ท่าทาง (และการทำตาหรี่เวลาสงสัย 555) อ.ก็บอกว่าเห็นด้วย แล้วก็คอมเมนท์เรื่องการใช้คำปลีกย่อยนิดหน่อย สุดท้ายเค้าก็ให้รางวัลเราเป็น the best presentation โดยให้โปสการ์ดเมืองบอสตัน เป็นภาพที่มีชื่อเสียง (เค้าว่ามา) แล้วก็บอกว่าอย่าว่ากัน เพราะงบน้อยน่ะ (ชนะภาษาอังกฤษคนญี่ปุ่นได้นี่ควรดีใจไหมนะ เหอๆ) 1月2日 Happy New Year 2008ก่อนเปิดบล็อกนี้ ขออนุญาตร่วมไว้อาลัยแด่สมเด็จะพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อเวลา 2.45 น.ของวันนี้นะครับ ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยสมกับพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยทุกๆ คนครับ สำหรับเราก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระพี่นางฯ ครั้งนึงในงานประธานเกียรติบัตรให้กับนักเรียนที่ผ่านการเข้าค่ายคัดเลือกครั้งที่ 2 ของโครงการส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการเมื่อปี 2545 พระองค์ทรงเข้าใจดีว่านักเรียนเกือบทุกคนที่เข้าร่วมค่ายในแต่ละปี ย่อมคาดหวังอยากให้ตัวเองได้เป็นผู้แทนประเทศประเทศไทยไปแข่งโอลิมปิกวิชาการระดับโลก เพื่อสร้างชื่อให้ครอบครัว วงศ์ตระกูล สถาบันของตัวเองและประเทศ แต่ในเมื่อมีเพียง 23 คนเท่านั้นที่จะเป็นผู้แทนได้ ก็ย่อมมีคนที่ต้องพลาดหวัง ผิดหวัง เช่นเราเป็นต้น ก็ได้ทรงให้โอวาทปลอบใจนักเรียนทุกคนที่พลาดหวังว่า "ไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจะไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ ทุกคนเก่งเหมือนกันหมด แต่มันคือกติกาที่ตั้งเอาไว้" และทรงให้โอวาทให้ทุกคนพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ประเทศชาติให้รุ่งเรือง ในโอกาสนี้จึงขอร่วมไว้อาลัย และจะน้อมนำพระโอวาทไปปฏิบัติด้วยครับ ก่อนเริ่มบล็อกจริงๆ นต้องขอโฆษณา http://knackytodai.multiply.com ก่อนนะครับ มัลติพลายนี้ ตั้งใจไว้ใส่รูป และวิดีโออย่างเดียว เพราะใส่ง่ายดีกว่าเยอะ โหดลรูปไม่ช้า ก๊อปแปะทีเดียวได้ ใส่ได้ทั้งอัลบั้ม ไม่ต้องมานั่งเลือกแบบใน facebook ไม่เหมือน live space ที่อืดอาด แต่เนืองจาก ที่นี่สามารถกดลิงค์จาก msn ได้ง่ายๆ เลยยังขออัพบล็อกในนี้ก่อนครับ (ล่าสุดพึ่งอัพรูป bonenkai งานส่งปีเก่าของแล็บไปครับ) เอาละ มาถึงบรรยากาศของ happy new year 2008 ปีนี้ เป็นปีแรกที่เราไม่ได้อยู่ไทยในวันปีใหม่ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาปกติแล้วมักจะไปเที่ยวกับครอบครัว และตระกูลปราณีนรารัตน์เป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าจำความได้ จะไปกันทุกปี เปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ ในปีนี้ ตอนแรกวางแผนไว้ว่า อาจจะไปเที่ยวในเมือง ตามแต่มีเพื่อนจะชวนไปหรือตามอารมณ์อยาก ปรากฏว่าใกล้ๆ พี่โบว์ที่ตอนแรกบอกว่าไม่มีคนเที่ยวด้วย ก็มีหนุ่ม พาไปเดทแล้ว 55 ยัยแหนมก็มีแฟนมาแล้ว ตอนแรกทางหอโซชิกาย่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะไปไหนกัน ทำให้เรา คิดอยู่นานว่าจะไปทำไรดี ก่อนไปสกีทริปคืนนี้ จนกระทั่งวันที่ 30 เลยโทรคุยกะกวาง กวางบอกจะไปศาลเจ้าเช้ามืดวันปีใหม่ แล้วก็ก่อนหน้านั้นจะไปชิบุย่าเค้าท์ดาวน์กับเพื่อนเกาหลี ส่วนถามไปที่รพี รพีก็บอกไม่มีแผน อาจนั่งดูทีวีดึกๆ แล้วค่อยไปศาลเจ้าตอนเช้า ต่อมาวันที่ 31 รพีโทรมาตอนทุ่มนึง ว่าตอนนี้อยู่ชิบุย่ากันครบทีม (ซะงั้น - -) เหอๆ เราก็เลยขี้เกียจออกไปตอนนั้นแล้ว เพราะตั้งใจออกไปวันที่ 1 ก็เลยไม่ไปตอนนั้น สุดท้ายกลางคืนดูทีวี พร้อมพลุแถวบ้านมีจุดด้วย ก็ดูอลังการดี คนญี่ปุ่นก็กรี๊ดกร๊าดกับปีใหม่ได้ไม่แพ้ชาติอื่นๆ ในทีวีฉายไปหลายที่ เช่นโตเกียวโดม คนเยอะมาก สุดท้ายก็พยายามนอนตอนเที่ยงคืน ปรากฏอยู่ดีๆ นอนไปแว่บ เหมือนมีคนตะโกนเรียกชื่อ ทำให้เราสะดุ้งตื่นขึ้นมา (ไม่ใช่เรื่องผีแต่อย่างใด แค่เราฝันน่ะ) แล้วร่างกายก็ร้อน (เหมือนอาหารไม่ย่อย) นอนกลิ้ง้ๆๆๆๆๆๆๆๆ เป๊ง ตีสี่สิบห้า ต้องตื่นพอดี สรุปไม่ได้นอน เห้อ รู้งี้ไปกับชาวบ้านแต่แรกดีกว่า ลุกมาล้างหน้าแต่งตัว ออกไปขี่จักรยานไปสถานี ตอนนั้น หนาวราวๆ 0 -1 องศาได้ เกล็ดน้ำแข็งเกาะที่เบาะ ทำให้เราต้องปัดมันออก แล้วโพรเทคสุดฤทธิ์ ด้วยหมวกไหมพรมที่เตรียมไปเล่นสกี กับหน้ากากกันหวัด แต่เนื่องจากชั้นในใส่หนาพอควร เลยไม่กล้าเอาผ้าพันคอหนาสุดไป ใช้รุ่นบางสุด พอกันลมได้ไป ขี่ๆ ไปก็โอ้ หนานวดี เพราะตากับหน้าบางส่วนยังโดนลม แต่พอใกล้ถึงสถานี ปรากฏ เหงื่อแตกภายใน ชักจะร้อนละ เสื้อขนเป็ดมันเริ่มทำงาน เหอๆ สุดท้าย ต้องถอดหมวก ถอดผ้า ไปรอรถไฟเข้าเมือง มุ่งหน้าสู่ ศาลเจ้ายูชิม่า ศาลเจ้านี้เป็นที่นิยมมากสำหรับผู้ที่จะสอบเข้าที่ต่างๆ โดยเฉพาะโตได ว่ากันว่าถ้าเขียนแผ่นป้ายขอพรแล้วแขวน จะช่วยให้สมดังหวัง ดังนั้นไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดง ระดับไหน สอบเข้าอะไร จะมาขอกันให้ขวั่กไขว่ หลังงจากที่เราเดินทางไปถึงสถานี ก็เดินดุ่ยๆ ไปทางศาล เพื่อตามหาก๊วนเราที่มาก่อนแล้ว ที่นี่เป็นธรรมเนียมว่าเขาจะไปศาลเจ้ากันตอนปีใหม่ ช่วงรอยต่อระหว่างสิ้นปี กับปีใหม่ เพื่อขอพร ศาลเจ้าที่นิยมๆ บางที่นั้น คนจะแน่นมาก เป็นแสนคนได้ ยูชิม่าก็เป้นหนึ่งในนั้น แต่ตอนที่เราไปเหมือนคนจะซาๆ แล้ว เพราะเค้าคงไหว้กันไปเมื่อคืนแล้วกระมัง ไปถึงก็เจอ พี่วิน ตั๋ม พี่ส้ม รพี กวาง พี่โจ้ กวางกับพี่ส้มก็กำลังดูเซียมซีที่ขอมากันใหญ่ ทุกคนก็ช่วยดู ช่วยแปลกัน เสร็จจากนั้น ทุกคนก็ยุให้กวาง หนึ่งเดียวที่ยังไม่ได้สอบเข้าโตได ให้ซื้อแผ่นป้ายที่ว่า ในที่สุดกวางก็หลงกล ฮ่าๆ ซื้อแผ่นป้ายมาเขียนขอพร ท่านเทพเจ้า ขอให้สอบติด ชีวิตเป็นสุข บริเวณที่แขวนป้ายนั้น จะมีป้ายของเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่จะสอบเข้าเขียนติดเต็มไปหมด บางคนขอให้ติด UC, Cal State โตได ฯลฯ (พี่แกล่อให้ติดมหาลัยดีๆ หมด) บางคนขอให้ติด สิบมหาลัย เลือกไม่ถูกเลย เหอๆ ที่ดูจ๊าบหน่อย ก็ขอให้สอบวัดระดับจาวาผ่าน (ดูจากรูปได้ครับ เหอๆ) ก็เรียกได้ว่ามีการขอทุกรูปแบบ หลังเสร็จจากบริเวณป้ายขอพร เราก็ไปโยนเหรียญตบมือแปะๆ หน้าศาลเจ้า เพื่อขอพรปีใหม่ ให้ชีวิตสดใส จากนั้นเราก็ไปยืนรอบริเวณที่คิดว่าน่าจะมีอาทิตย์ขึ้นจากฟ้า ปรากฏว่าคาดการณ์ผิด เพราะอาทิตย์มันเฉียงๆ ไปหน่อย ไม่ได้ขึ้นตรงซอกตึกที่คาด ทุกคนเลยช่างมัน เหอๆ เพราะจริงๆ ธรรมเนียมอีกอย่างที่นี่คือการรอดูพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกในปีใหม่ ปีใหม่นี้อากาศสดใสจริงๆ ครับ วันก่อนที่ฝนตกไปแล้ว วันนี้เหมือนจะหนาวขึ้นอีกระดับ ฟ้าใสมาก คิดว่าเดือนนี้ อุณหภูมิ คงไม่เกิน 10 องศา ในเวลากลางวัน ปกติเดือนธันวา บางวันที่อุ่นหน่อย จะขึ้นมาสัก 12-13 หรือ 15 องศา แต่กลางคืนบางวันจะต่ำเหลือ 0 แต่เดือนมกรานี้ ท่าทางจะต่ำถึง 0 หรือต่ำกว่าในช่วงกลางคืน เสร็จจากนั้น เราก็เดินกันไปทางเดิมที่พวกรพี ไปร้องเกะมาเมื่อตอนตีสี่ (เห็นว่าได้เกะสไตล์บาหลี หรูหรา และแพง) แต่ละคนตอนนี้เหมือนซอมบี้มากๆ สุดท้าย เดินไปถึงใกล้อูเอโน่มาก (บริเวณ ameyoko) จากนั้นก็หาร้านกินข้าวเช้ากัน (ซึ่งเปิดกันน้อยมากกกกก เนื่องจากเป็นวันปีใหม่) เป็นร้านสไตล์ร้านเหล้าอ่ะ มีของกินก็แบบอารมณ์หม้อเล็กๆ จานกระจุ๋มกระจิ๋ม เอาไว้กินไป เมาท์ไป ก็ประทังหิวได้ระดับนึงครับ ถึงตอนนี้แต่ละคนเริ่มไปละ พี่ส้มนี่สลบเต็มที่แล้ว จนไม่ไหว ขอตัวกลับก่อน เลยเหลือแก๊งค์อีกหกคน (มีพี่โจ้ที่ตาค้างคาวมาก) สุดท้ายก็เลยว่ากันว่าจะไปเดิน harajuku กันตบท้าย เพื่อดูบรรยากาศชอปปิ้งปีใหม่ของพวกคนที่นี่ ระหว่างเดินทางก็นั่งหลับๆ ตื่นๆ กันบนรถไฟ ไปลงที่สถานี ศาลเจ้าเมจิจิงกู ที่เป็นศาลเจ้าที่คนนิยมไปมากสุด เวลานั้นคนก็ยังเยอะ แม้จะไม่ได้เบียดจนเดินไม่ได้ แต่ก็ถือว่าคับคั่งมาก ตอนแรกก็คุยๆ ว่าจะเข้าไปไหม แต่หลายคนขี้เกียจแล้ว เลยเดินไปดูฮาราจูกุเลย และแล้วเราก็ตะลึง !!!!! กับคิวบ้าระห่ำของคนญี่ปุ่น (ดูจากรูปได้) ต่อคิวอะไรกันบ้าขนาดนี้ แล้วก็ได้ทราบจากพี่โจ้เจ้าพ่อแฟชั่นว่า เขาต่อกันเข้าห้าง (ชื่ออะไรไม่รุ้ไม่ได้จำอ่ะ) ที่ดังมาก เพื่อรอซื้อถุงความสุข หรือแฮปปี้แบ็ก กัน ถุงดังกล่าวคืออะไร ยกตัวอย่าง ร้านเสื้อผ้าสาวๆ ก็อาจจะเป็นถุงที่รวมเอาเสื้อผ้า กระโปรงหรืออะไรก็ตามในร้าน มาใส่ถุง โดยทั่วไปจะไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร แต่บางร้านก็รู้เลย แต่จะบอกแค่ไซส์ว่าไซส์ออะไร ความตื่นเต้นอยู่ที่ การไม่รุ้ว่ามีอะไรเนี่ยแหล่ะ เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของสาวๆ มาก เหมือนได้แกะของขวัญ ถามว่าคุ้มไหม ถ้าร้านดีๆ ก็คุ้มมาก เพราะเหมือนเค้าลดราคาไปในตัว แต่ แทนที่จะลดธรรมดาๆ เค้าก็ทำใส่ถุง ทำให้คนบ้า อยากได้มากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นธรรมเนียมทุกๆ ปี ที่แทบทุกร้านต้องมี (แต่พวกเราก็ไม่ได้ไปต่อคิวกับเค้ากันหรอกนะ ไม่ไหวอ่ะ ง่วงจะตายละ) ตั้งแต่ถามสาวๆ มา ไม่มีคนไหนไม่อยากช็อปปิ้ง แบบนี้สักคน เค้าค่อนข้างทำได้ตรงใจสาวๆ มาก (หนุ่มๆ ที่ชอบก็มีไม่น้อย) จากนั้นเราเลยเดินไปดูร้าน อื่นๆ กันแทน อันที่จริงบริเวณนี้เราเคยมาเดินแว่บเดียว ตอนนั้นมาร้านร้อยเยนเพื่อซื้อของเข้าหอที่โคมาบะ (ตั้งแต่มาญี่ปุ่นใหม่ๆ หลายเดือนละ) หลังจากนั้นก็ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง จริงๆ ก็มีอีกหลายร้านนะ ที่ดูดี มีสไตล์ รพีบอกบางร้าน ลด 70% แต่เสื้อตัวละ หกเจ็ดหมื่น (ลดแล้วก็แพงอยู่ดี เหอๆ) คุยกับกวางแล้วกวางก็คิดคำคม (หรือเปล่า) ขึ้นมาได้ว่า "ผู้หญิงชอบเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ชอบจำเจ แต่ไม่ชอบที่จะเปลี่ยนความรัก" แปลว่าสาวๆ รักเดียวใจเดียวนั่นเอง (ไม่ค่อยเกี่ยวกับหัวข้อบล็อกเท่าไรแฮะ) ตั๋มบอกว่าชาวญี่ปุ่น เวลาบ้านี่ บ้ากันได้สุดเหวี่ยง เรียนก็บ้า ทำงานก็บ้า ต่อคิวซื้อของยังบ้าได้ เราเลยคิดว่าไม่แปลกที่การ์ตูนทำออกมาจะบ้าได้ตลอด ประเภทซุเปอร์ไซย่า แปลงร่างได้ไม่พอ ขอแปลงอีกสักสองสามสี่ขั้น เหอๆ หลังจากเดินเล่นกันเสร็จ ก็เริ่มหมดพลังกันแท้จริง กวางที่อยากซื้อของก็ไม่มีอารมณ์แล้ว เหลือแต่พี่โจ้ที่บอกยังสบายๆ ขอเดินช็อปต่อ คนอื่นก็กลับบ้านกันอย่างหมดแรงรวมถึงเราเช่นกัน สำหรับในปีใหม่นี้เราก็ขอให้ผู้ที่อ่านบล็อกทุกท่าน ประสบความสุข สวัสดิ์ เจริญยิ่งทั้ง ปัญญา เงินทอง และยศศักดิ์ รวมถึงความสุขในทุกด้านๆ การใดที่ประกอบด้วยศีลธรรมอันดี ขอให้การนั้นสำเร็จในทุกเรื่องๆ อย่าได้มีอุปสรรค หรือโรคภัยได้มาแพ้วพานให้ต้องประสบความทุกข์ ขอให้รวยๆ เฮงๆ ไม่เจ็บ ไม่จนทั้งปี และทุกปีครับ ส่วนเราปีนี้ก็จะขอพัฒนาตัวเองให้สุดยอดขึ้นไปเรื่อยๆ ในทุกด้าน จะพยายามไม่หยุดนิ่งเพื่ความก้าวหน้าของชีวิตในอนาคต สำหรับในคืนนี้เราก็จะไปสกีทริปของนร.ไทย ไปทั้งสิ้นสามวัน คาดว่าจะได้มีโอกาสมาอัพบล็อกให้ทุกคนอ่านต่อไป 11月11日 Kansai Trip Part 3 (Final 2)ใครที่ยังไม่ได้ดู ไฟนอล พาร์ทแรก ก็ย้อนไปดูก่อนนะครับ ที่ http://knacky117.spaces.live.com/blog/cns!24672031C6DF122B!1226.entry (พึ่งสังเกตว่ารูปวัดพลับพลาทอง หรือ คินคาคุจิ มันติดไปบล็อกก่อน อ่า ขี้เกียจแก้ เอาเป็นว่า เนื้อหาอยู่บล็อนี้นะ) วันที่ 5 (Thu 26) Kyoto (Final day) และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้ (คนอัพบล็อกก็เหนื่อย) ธีมวันนี้คือวัด อย่างเดียวฮะ เพราะที่เกียวโตมันมีแต่วัดที่น่าเที่ยว กลางคืนเค้าก็ปิดร้านซะส่วนใหญ่ จะหาแบบโตเกียวไปเที่ยวกลางคืนนั้นไม่มี แต่ก่อนที่จะได้ไปนั้น ก็มีเหตุอันให้ต้องเลทอีกแล้ว เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อรพีอาบน้ำเสร็จแล้วมาบอกเราต่อว่า เนี่ยมีน้องผู้ชายฝรั่งคนนึงขี้อายรอให้รพีอาบเสร็จก่อนค่อยเข้าไปในห้องอาบน้ำ เราก็ หรอๆ ไม่คิดอะไร ตอนนั้นหยิบผ้าเช็ดตัวเตรียมไปอาบเต็มที่ ไปถึง เปิดประตู!!! อ่าว เอ๋ มันล็อก เฮ้ยล็อกได้ไง ห้องน้ำรวมนะว้อย ฝักบัวมีเป็นสิบ แกเล่นอาบคนเดียวเรอะ เลยไม่พอใจคนกำลังรีบ เขย่าๆๆ เคาะๆ ประตูเรียก ปรากฏมีน้องคนนั้นที่รพีว่ามาจริงๆ นุ่งผ้าเช็ดตัว แบบตัวเปียกๆ เดินมาเปิดประตู ทำหน้าน่าสงสาร ถือแชมพูใครไม่รู้คนนึงที่เค้าลืมไว้ (ซึ่งไม่ใช่ของพวกเรา) มาทำท่าทำทางว่า นี่ของคุณหรือ เราก้อบอกว่าไม่ใช่ เห็นท่าทางแล้ว ยังไงเค้าก็จะอาบคนเดียวแน่ๆ เราเลยสงสารซะงั้น ปล่อยให้มันล็อกอาบให้เสร็จๆ ซะ ระหว่างรอ ก็รู้สึกว่าไอ้นี่ช้าเว้ย เกือบเคาะอีกรอบ ก็เปิดมาพอดี ว่าแล้ว เราก็เริ่มทัวร์เก้าวัดกันจริงๆ ซะที (ตอนแรกกะทัวร์อย่างนั้นจริงๆ นะ) แต่คราวนี้ ที่ทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราเลทอย่างเดียว (เลทน่ะ ก็เพราะน้องคนนั้น) แต่เพราะเราเจอสภาพกทม. ที่นี่ครับ รถติดฉิบเป๋ง เนื่องจากที่นี่เค้าไม่ใช่รถไฟฟ้ากันครับ เพราะไปไม่ทั่ว วัดมีเป็นหลายสิบ แต่รถไฟ มีแค่ไม่กี่สถานี ไม่ทั่ว แน่ๆ มีสองวิธีให้เลือกคือ จักรยาน กับบัส แต่จักรยานเรากะกันแล้วว่า ตายแน่นอน ขาลากก่อนได้ชมวัด เพราะไม่ได้ใกล้กันขนาดนั้นอ่า บางที่ มันห่างกันไกลมากๆ เราเลย เราเลยต้องขึ้นบัส แล้วก็เจอสภาพที่ว่า แถมบัสน่ะ แม้จะตรงเวลา (ดูเหมือนจะดีกว่าไทย) แต่ ความถี่น่ะมันก็น้อยมากกก ทำให้บางทีไปบางวัด เสร็จ ก็ต้องรอแหง่วกันไป สิบห้านาทีบ้าง ยี่สิบนาทีบ้าง กว่าจะเสร็จ เลยได้ไม่กี่วัด เริ่มจากวัดแรกที่ไป อย่างในรูป สีสันสวยงามคือวัดพลับพลาทอง หรือคินคาคุจิ อันโด่งดัง ทำเลเค้าดีมากๆ มีทะเลสาบข้างใน ใสอย่างกับกระจก (โปรดสังเกตว่าวันนี้ เราสามคนนัดกันใส่เสื้อสีไฟจราจรโดยไม่ได้นัดหมาย) จากนั้นก็ไปถ่ายรูปๆ ต่อ คือการเที่ยวแต่ละวัดเนี่ย มันไม่มีอะไรเลย เสียเงินแพง แบบสี่ร้อย ห้าร้อย เพื่อเดินรอบๆ ดังนั้นเที่ยววัดก็แอบเปลืองนะ แต่ก็เอาเหอะ เพื่อความบันเทิง และพักผ่อนหย่อนใจ ก็ยอมเสียๆ มาแล้วไม่เข้าได้ไงละ จริงมะ เสร็จจากวัดนี้ ก็ไปที่สวนหินแบบเซ็น (จำชื่อไม่ได้ เอาเป็นว่าชื่อนี้ไปก่อน เหอๆ) สวนนี้มีประวัติว่า มีคนคิดมันขึ้นมา ถามว่า มีความหมายอะไร บอกว่าให้เพ่งกันเองจะรู้ ก็สรุปแล้ว แล้วแต่คนจะตีความว่ามีความหมายอะไรนะครับ แต่นั่งดูแล้วก็สงบดี ร่มรื่นน่านอนมากๆ หลังจากนั้นก็เดินรอบๆ สวน สระ เขา แล้วก็ไปกันต่อ เพราะเลยเที่ยงแล้ว เสร็จจากตรงนั้น ก็มุ่งหน้าไปต่อที่วัดพลับพลาเงิน หรือ กินคาคุจิ เป็นวัดที่ชื่อคล้ายวัดแรกที่เที่ยว แต่ความสวยนั้นรุ้สึกจะไม่เท่าไร แต่ก็เอาเหอะ ชิวๆ ก่อนไป ก็แวะกินโซบะ ง่ายๆ แถวนั้นก่อนขึ้น เพราะไม่ไหวแล้ว หิว เลยเที่ยงมานาน กินโซบะ ชื่อ คินคาคุจิโซบะ (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นโซบะที่มีแต่แป้ง กับผัก ดีจริงๆ แล้วก็ปีนขึ้นเนินกันต่อไปถึงวัด เดินดูรอบๆ วัดนี้จะใหญ่สักหน่อย มีสวนรอบๆ มีหลายอาคาร ดูเอากันตามรูปนะครับ ระหว่างเดินทางกลับลงมา ก็เจอคนไทยที่เกียวโตด้วย ตอนแรก เราก็ว่าละ ว่าสองคนนี้ หน้าแอบไทย แถมคุยโทรฯ พูดญี่ปุ่น ไม่ชัดมาก จากนั้นก็ไปที่วัด นันเซนจิ ที่เพื่อนกวางบอกมาว่าน่าไป แต่ปรากฏว่าเราไปถึงตรงนั้นแล้วมันเป็นหมู่ตึกมากๆ ไม่รู้ว่าอันไหน ถึงเรียกว่านันเซนจิ ที่เพื่อนแนะนำ เลยดูเอามั่วๆ ละกัน เวลาก็จะหมด วัดก็จะปิดละ เลยดูตามหอคอย ตามอะไรไปตามอัธยาศัย สุดท้ายของวันนี้ เราก็ไปกันที่วัด คิโยะมิซึ (แปลว่าน้ำสะอาด) เป็นวัดขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามมาก และที่ไปที่สุดท้ายเพราะมันปิดดึกกว่าชาวบ้าน เลยเลทๆ มาดูได้ ไปถึงแล้วก็มีแค่บางส่วนที่เค้าปิดไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเปิด มีเจดีย์ สิ่งปลูกสร้างสีสวยๆ มากมาย ระหว่างที่เราชมวิว เกียวโตยามเย็น มีเกียวโตทาวเวอร์ด้วย ก็เห็นเส้นสาย บนท้องฟ้าเหมือนเครื่องบินไอพ่น แต่พวกเพื่อนๆ เราที่เหลือ ตื่นเต้นกันใหญ่ บอกว่าดาวตกหรือเปล่า หรืออุกกาบาต (เพื่อนๆ ฮะ แบบนี้ ที่ไทยก็เห็นบ่อย) บางคนถึงขั้นจะโทรกลับไทยเพื่อถามข่าว โลกแตก (ทำกันไปได้ เหอๆ) หลังจากเพ้อกันเสร็จ 555 ก็เดินลงมาอีกขั้นนึง เพื่อมากินน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เค้าว่ากันว่ากินแล้วจะฉลาดขึ้นอีกร้อยเท่า เรียนประสบความสำเร็จ !!! มีไหลมาสามสาย กระบวยตักน้ำ กรองยูวี กันเชื้อ ด้วย เราเลย ล่อมันสามสายเลย จะได้ฉลาดอีกสามร้อยเท่า !!! (เรื่องฉลาดอีกกี่เท่านี่ โม้เองอ่ะ จริงๆ เค้าแค่ว่าฉลาดขึ้นเฉยๆ) เสร็จจากนั้นเราก็กลับเข้าตัวเมืองอีกรอบ เพื่อรอรถกลับโตเกียว แต่ตอนนั้นมันแค่ทุ่มกว่าสองทุ่มเองอ่า เราต้องขึ้นรถห้าทุ่ม ทำไรดีเนี่ย เลยเดินเล่นเอาแถวนั้นเลย มีบรรยากาศเมืองเก่า ๆ ให้เดินมากมาย มีของขายตามสไตล์ แล้วปัญหาสุดท้ายก็คือเราจะปิดท้ายทริปอันสุดประทับใจนี้ ด้วยอาหารอะไรดี มีการเลือกกันหลายอย่าง ตั้งแต่ ตระกูลข้าวผัดปู พวกเส้นๆ (อีกแล้วเหรอ) ข้าวหน้าปลาดิบที่น่ากิน หรือ หน้าปลาไหล !!! ที่ทริปนี้เรายังไม่เคยได้ลอง (ไม่เคยกินแบบเต็มๆ ตั้งแต่มาญี่ปุ่น) สุดท้ายก็ไปลงเอยที่ร้านเก่าๆ หน่อย เป็นร้านข้าวหน้าปลาไหลนั่นเอง ความอร่อยนั้นสุดจะบรรยายครับ ผมเลือกชุดที่ใหญ่หน่อย ราคาสองพันเยน เพื่อลิ้มรสมันเต็มๆ ที่ ปลาไหลที่เค้าว่ากินหน้าร้อนอร่อยสุด (บางคนว่าที่เค้าโปรโมทงั้น เพราะไม่มีคนกินแล้วปลาเสีย เหอๆ แล้วแต่จะเชื่อ) แต่ที่เราทำพลาดก็คือ ไปใส่เครื่องปรุงที่เค้าว่าเป็นสไปซี่ แต่กินเข้าไปแล้วลิ้นชา!!! ล้อเล่นน่า ลิ้นชา ตอนจะกินของอร่อยเนี่ยนะ แถมใส่ไปเยอะด้วย เพราะ กลิ่นคล้ายๆ พวก มะกรูด มะนาว นึกว่าจะอร่อย โอย ซวยๆ แต่กระนั้นก็ยังลิ้มรสความนิ่มนวลของเนื้อปลาได้อยู่ดี เพียงแต่เสียดาย กว่าจะได้กินทีนึง เหอๆ กินไป แอบเมาๆ ด้วย ไม่รู้มันเป็นพวกกัญชา ปาวหว่า เสร็จจากนั้นก็ไปเดินเที่ยว เตร็ดเตร่อีกหน่อย แล้วก็ไปรอบนห้างบนสถานี เดินเที่ยวๆ จนง่วงได้ที่ แต่ทุกคนจงใจไม่ยอมหลับก่อน เพราะกลัวขึ้นรถแล้วหลับไม่ลง สุดท้ายก็ได้เวลาขึ้นรถเย้ ขึ้นรถก็ได้หลับอย่างสบายเลย เพราะบริษัทนี้ รถกว้างกว่ามาก แถมเราเหนื่อยกันมากๆ หลับยังไงก็หลับได้ เป็นการปิดฉากทริปอันน่าประทับใจนี้ ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ร่วมเดินทาง สร้างความสนุก โดยเฉพาะรพี ที่ช่วยจัดการเรื่องรถรา วางแผนเที่ยว ฯลฯ แล้วพบกันใหม่กับทริปหน้านะคร้าบ Kansai Trip Part 3 (Final 1)สืบเนื่องจากสัปดาห์ก่อนยุ่งสุดขีด อีกครั้ง แถมป่วยด้วย เลยไม่ได้อัพบล็อกอย่างที่ตั้งใจ สัปดาห์ละอันนะครับ ระหว่างที่อัพเดทบล็อกนี้ ก็ได้ไปงานโตเกียว มอเตอร์โชว์มาแล้ว มีพริตตี้สวยๆ น่ารักๆ มากมาย รถก็จ๊าบ ไว้ถ้ามีโอกาส (ไม่รุ้เมื่อไร) อาจจะนำมาลงให้ชมกันครับ ปล. เนื่องจากรู้สึกว่ารูปบล็อกนี้มันเยอะแล้ว ขออนุญาต แยกไปเป็นสองพาร์ทนะครับ แต่อัพไล่ๆ กันนี่แหล่ะ วันที่ 4 (Wed 25) OSAKA - Nara ในวันนี้ หลังจากที่เพื่อนเราสองคนกลับไปก่อนแล้ว คณะที่เงียบเหงาของเราก็กินข้าวเช้าที่ยูสฯ เหมือนเดิมแล้วก็ชิวๆ เตรียมตัวออกไปอควอเรียม พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่น่าดูอีกแห่งนึง รวมถึงชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุด (ในญี่ปุ่น?? ในจังหวัดนี้???) สักอย่างด้วย เนื่องจากมีกันน้อยคน ทำอะไรก็คล่องๆ ง่ายๆ ออกเดินทางตามรถไฟไปเสร็จแล้ว ก็ลงมา เจอไปรษณีย์ก็เบิกเงินกันตามอัธยาศัย และแล้วก็มาถึงที่พิพิธภัณฑ์ อย่างที่เห็นในรูปนะครับมีภาษาไทยให้ด้วย ดีใจจัง ที่นี่ชื่อว่าไคยูคังนั่นเอง ในนั้นก็มีปลา ปู เต่า ตัวนาก ฯลฯ บรรยายไม่หมด เอาเป็นว่าดูรูปแล้วกันนะครับ มันแอบถ่ายยากตรงที่ บางตัวมันเคลื่อนไหวเร็วมาก ถ่ายแล้วรูปเบลอ อยู่ดี ก็ดูตามมีตามเกิดนะครับ มีตัวนึงที่น่าสนใจมากคือแมวน้ำพันธุ์หนึ่ง น่ารักมากๆ เสียดายจริงๆ ที่ถ่ายรูปแล้วมันไม่ชัด ถ่ายแล้วมันเป็นสีกระจกเขียวๆ อ่ะ ที่ว่าน่ารักก็เพราะ วันๆ ไม่ทำอะไรครับ จินตนาการว่า มันเอาพุงหงายขึ้นมา ตีกรรเชียง วันๆ ก็ เอามือ (ขาหน้า) มาตีน้ำเล่น ตีพุงเล่น สักพักก็ทำท่าซิทอัพ เอาขาล่างขึ้นมาหาพุง แล้วที่สำคัญมันชอบ ถูแก้มตัวเองเล่นมากๆ เลย เห็นแล้วรุ้สึกว่า ทำไมชีวิตมันชิวจังเนี่ย ไม่ต้องทำไร วันๆ ทำแค่นี้ แล้วก็รอกินข้าว ที่คนส่งไปให้ นอกจากนั้นก็มีลิง มีเพนกวินหุ่นยนต์ (มันจะเดินจากจุด A ไปจุด B แล้วก็เดินกลับ ซ้ำๆ หลายรอบ ตลกมาก ไม่รุ้มันเป็นของจริง หรือใครเซ็ทโปรแกรมไว้ ตลอดระยะเวลาที่เราดูมัน มันเดินไปเดินมาแค่นี้จริงๆ) เพนกวินบางตัว ก็ไปยืนออ กันตรงที่น้ำแข็งตกๆ จากเพดาน แล้วก็มีปลานีโม่ สีสวยๆ ปลาโลมา มีฉลาม มีปลาตัวยักษ์ แต่ท่าทางจะสุขภาพไม่ดี ต้องกางมุ้งให้ตัวเดียว ปูที่กำลังลอกคราบ (น่ามาทำปูผงกระหรี่จริงๆ) แมงกะพรุน หลังจากที่ดูกันเสร็จแล้ว ก็ไปหาอะไรกินในห้างติดๆ กันนั้น กินร้านอุด้ง หลังจากที่ตั๋มอยากจะกินมานาน เราก็กินโซบะฟองเขียวๆ กับข้าวหน้ามากุโร่บด เสร็จแล้วก็ขึ้นไปชิงช้าสวรรค์กัน ระหว่างนั้นมีฝนตกพรำๆ นิดหน่อย เห็นวิวแล้ว รู้สึกว่า กลางคืนน่าจะสวยกว่า เพราะคงมีแสงระยิบระยับแน่ๆ เสร็จจากนั้น ก็นั่งรถไฟข้ามเมืองไปยังที่หมายถัดไปกัน นั่นคือเมืองนาระ เมืองแห่งวัด ไปถึงยูสโฮสเทล ที่นี่ แอบโมเทลเล็กน้อย เค้าถามว่า จะนอนด้วยกัน ชายหญิงหมดเลยไหม ห้าคน พอดี เพราะไม่งั้นต้องแยกไปนอนกับชาวบ้านไม่รู้จัก เราก็เลยยอมนอนห้องเดียวกันไปเลย เพราะกลางคืนจะได้เมาท์แตก เสียงดังได้ เสร็จจากนั้นก็ไปวัดโทไดจิ (เนื่องจากไปกันเลท เวลาไม่มี เลยได้ดูวัดเดียวอีกแล้ว) เป็นวัดใหญ่สุดในนาระ ก็สวยแบบคลาสสิก แถมมีกวางอยู่แถวนั้นเต็มเลย แอบลูบหลังมันเล่นได้นิดหน่อย บางตัวมีเขา ก็ไม่ค่อยอยากยุ่ง เดี๋ยวมันขวิด เหอๆ ในศาลาของเขา ก็มีพระพุทธรูปที่น่าเลื่อมใสมากประดิษฐานอยู่ ดูสงบดี ก็เดินกันดูรอบๆ ในศาลา มีรูปปั้นเทพเจ้า ด้วย แล้วก็มีของที่ระลึก ที่ทำเป็นสํญลักษณ์กวางอยู่มากมาย น่ารักๆ เสร็จจากตรงนั้น เราก็เดินกันเตาะแตะ ไปตามทางเพื่อไปงานเทศกาลสักอย่าง มีโคมไฟล้อมรอบทะเลสาบ ระหว่างนั้น ตั๋มก็ซื้อไอติมกิน ปรากฏว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีกวางสองตัวเดินมา แล้วมันทำตัวแบบหมา!!! คือ พยักหน้า ผงกหัว จะขอกินไอติมบ้าง โอ้ เกิดมาไม่รุ้ว่า กวางมันทำแบบนี้ได้อ่า ตอนแรกก็ตักให้มันกิน ด้วยความทุลักทุเล แต่คนในร้านของชำข้างๆ เค้ามาบอกว่า อย่าให้กินอาหารคน เดี๋ยวท้องมันไม่ดี มันก็เลยอดไป ขนาดเดินหนี มันยังเดินตามเลย เหอๆ เมื่อเดินไปถึงงานเทศกาล ที่เต็มไปด้วยคน (แต่ก็น้อยกว่าโตเกียวมาก) สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คืออาหารที่รายรอบขายอยู่ เราก็ไปเดินซื้อของคันไซกิน ด้วยความเชื่อว่ามันจะอร่อย แล้วส่วนใหญ่ก็อร่อยอย่างที่คิดแหละครับ มีเจ้านึง ขายไก่ชิ้นแบบตักตามใจชอบ รพีก็โดนหลอกไปเรียบร้อย เหอๆ เพราะไก่มันโคตรจะเย็นชืดเรย มันทอดมานานมากๆ แล้วนี่เอง นอกนั้นก็อร่อยดี พวกเครปใส่ไข่ดาว เฟรนช์ฟราย ไส้กรอก ฯลฯ เสร็จแล้วก็มานั่งดูเทศกาล ซึ่งไม่มีอะไรมาก ล่องเรือมีคนนั่ง เป็นสาวบริสุทธิ์ อะไรทำนองนั้น ตำนานเค้าก็มีแหล่ะ แต่ลืมละ เอาเป็นว่า ดูเพลินๆ พอ สุดท้ายก็เดินออกมา ดูของที่ระลึกตามร้าน ผ่านร้านโมจิ ชาเขียว อร่อยมากมาย ส่วนเราก็ซื้อที่ใส่ข้อมือมาอันนึงเป็นคันจิเขียนว่า 勝 แปลว่า "ชนะ" เป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ว่าชีวิตนี้ของเราต่อไปจะชนะตลอดไปนะคร้าบ มีอีกหลายลายมากมาย เช่น ที่หนึ่ง, ลมเทพเจ้า (คามิคาเซ่) ฯลฯ ก็ได้ของที่ระลึกไปฝากกันคนละ สองสามอย่าง เสร็จแล้วก็กลับที่พักครับ ไปถึงก็ไปแช่น้ำร้อน (ตามเคย) ตอนกลางคืนไม่มีคนเลยได้แช่กันส่วนตัว สามคน เหอๆ แล้วก็มาเล่นเกมกระดาน โดเรมอนกันต่อ แต่เนื่องจากคู่มือมันหายไปแล้ว เลยเล่นกันแบบมั่วๆ มาก เดาๆ เอาตามมีตามเกิด แล้วก็เข้านอนกัน 10月28日 Kansai Trip Part 2เนื่องจากเนิร์ดตลอดสัปดาห์ทำให้ไม่มีเวลาอัพเลย กลางวันก็อ่านหนังสือแหลก กลางคืนก็เหนื่อยแล้ว ครั้นจะอัพกลางแล็บ ก็ไงๆ อยู่นะครับ บล็อกเลยอืดไปนิดนึง ว่าแล้วก็ต่อจากคราวก่อนเลยดีกว่า วันที่ 2 (Sun 23) OSAKA และแล้วก็มาถึงคิวของโอซากานะครับ หลังจากตื่นกันแล้วที่ยูสโฮสเทลของโกเบ แล้วกินข้าวเช้าตามมีตามเกิด (ขนมปังต่างๆ) ก็นั่งชมวิวจากห้องชมวิวของเค้า บรรยากาศดีมากมาย ดูได้จากรูปครับ ชิวๆ กันสักพัก ก็เริ่มเลทจากตารางที่ รพีกำหนดไว้ ก็เลยต้องกุลีกุจอกันออกมา พอลงมาก็แวะรายทาง ซื้อของฝาก กินขนมไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็หอบของลงเขามาจนถึงสถานี เสียเวลาพอควรทีเดียว แล้วก็นั่งรถไฟตรงไปโอซาก้า!
ไปถึงก็พบของกินเลื่องชื่อ ตามสถานีชินโอซากา ตั๋มก็ตื่นเต้นเล็กน้อยตามประสา แล้วพวกเราก็เดินต๊อกแต๊กๆ มาถึงยูสโฮสเทล ชินโอซากา อันหรูหราอลังการมากมาย เพื่อเอาของไปเก็บ แล้วเตรียมตัวไปปราสาทโอซากากัน ตอนนั้นก็สายแล้ว (สายกว่ากำหนดการหนึ่งชม.แน่ะ) ไปถึงปราสาท ก็หิวแล้วอ่ะ แต่ทุกคนก็ดูว่าจะไปดูให้เสร็จก่อน เพราะตอนบ่ายก็จะไปหาของกินอยู่ดี เราก็เลยกินไอติมอะไรไปรองท้องก่อน ไฮท์ไลท์มันจริงๆ ไม่ได้อยู่ในปราสาทหรอก เพราะข้างในมันก็แค่พิพิธภัณฑ์ธรรมดาๆ เหมือนปราสาทอื่นๆ เลยดูแต่รอบๆ อย่างเดียว เดินเข้าไปก็มีหลายชั้นให้เข้า ระหว่างทางก็เจอ ตึกที่จัดแข่งยูโดกันเลยเดินเข้าไปดูกัน มีเด็กที่แข่งแพ้แล้วร้องไห้ด้วย เลยโดนครูเขกหัวซ้ำเหอๆ ประมาณว่า เอ็งร้องทำไมแค่นี้เอง (ดูรูปด้านบนขวานะครับ สังเกตน้องที่นอนด้านล่างได้ใจมากๆ ทำหน้าแบบ เจ็บปวด เพราะโดนปรับแพ้แล้ว ลุกไม่ขึ้น) ดูเสร็จก็เขยิบๆ เข้าไปใกล้ ฐานปราสาท ถ่ายรูปๆ กันตามอัธยาศัย เสร็จแล้วก็เดินกลับกัน เนื่องจากเราซื้อตั๋ววันของรถไฟใต้ดิน เลยขึ้นสายเจอาร์ไม่ได้นะครับ ต้องเดินอ้อมกันไปไกลทีเดียว เพื่อขึ้นรถไฟ ไปสถานที่ถัดไปคือ โดทงโบริ โดทงโบริ คือถนนคนกินนั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นพาราไดซ์ของตั๋มเลยทีเดียว ไปถึงมีเพื่อนคนนึงไม่ประสงค์ออกนามบอกว่า สังเกตไหมว่าตั๋มจะดี๊ด๊าๆ เป็นพิเศษเมื่อมาถึงที่นี่ ก็ไม่แปลกหรอกเพราะอย่างที่เล่าไปว่าคันไซของกินมันอร่อย แล้วเราเดินกันไปกินกันไปมันก็อร่อยจริงๆ อ่า มีทั้งร้านซูชิปูที่น่ากิน (แต่เรากินปูย่างของเขาแทนก็อร่อยดี แต่ให้น้อยมาก แพงมาก ห้าร้อยเยน เนื้อได้กินนิดเดียว) มีร้านราเมนน่ากินๆ หลายร้าน ที่สำคัญคือ ทาโกะยากิที่เลื่องชื่อดูได้จากคนต่อคิวครับ บางร้านที่เป็นพวกแชมป์ ทีวีแชมเปี้ยน คนงี้ต่อเป็นหางว่าว ทุกคน ก็ซื้อติดไม้ติดมือ ชิมกันคนละชามสองชาม อร่อยจริงๆ ฮะ เนื้อแป้งมันนุ่มกว่าโตเกียว แถมปลาหมึกไม่ต้องพูดถึง ใหญ่กว่าที่ไทย ฟูจิ ทาโกยากิ นี่ชิดซ้ายตกคลองไปสามโล ปลาหมึกก็เล็ก มีทาโกยากิแบบนึง ใส่น้ำซุปไม่เคยกินมาก่อนแปลกดี แถมอร่อยด้วยครับ รสชาติมันกำลังพอดีๆ กินนั่นๆ นี่ๆ กันเสร็จ สุดท้ายก็มาลงเอยหนักๆ กันที่โอโคโนมิยากิ (ได้กินกันหลากหลายมากๆ ทริปนี้ ครบทุกรส) โอโคที่นี่ จริงๆ น่าจะให้เราทำเอง ไปๆ มาๆ เค้าเสิร์ฟแบบทำให้เสร็จแล้วก็ดีครับรสจะได้พอดีๆ มาถึงเราก็แบ่งๆ กันกินเลย สั่งไปหลายหน้า อร่อยจริงๆ ขอบอก ทำไมของคันไซมันอร่อยไปหมดนะ ทั้งๆ ที่ร้านนี้ก็ไม่ใช่ร้านมีชื่ออะไร กินกันเสร็จแล้วก็แวะร้านกูลิโกะของฝาก ซื้ออะไรไปฝากกันตามประสา แล้วก็เดินข้ามฝั่งมาถนนอีกด้าน เดินดูของไปเรื่อยเปื่อย บริเวณนั้นของกินแบบติดๆ กันจะไม่เยอะเท่า แต่ก็มีอะไรให้ดูและกินได้บ้าง เสร็จแล้วก็ลงรถไฟ ไปต่ออีกที่ ซึ่งตอนแรกรพีวางแผนไว้จะไปที่ศาลเจ้าแต่เนื่องจากเวลามันไม่ทันแล้วเลยเปลี่ยนเป้า ไปเดินดูของเรื่อยเปื่อยแทน รอเวลาไปขึ้นตึกระฟ้าที่มีวิวสวยอีกที่นึง ซึ่งเราจะไปพบกับอู๋ ที่เรียนอยู่ที่โอซากายู จำสถานีไม่ได้แล้ว ชื่อตึกก็จำไม่ได้ เหอๆ แต่ว่าขึ้นไปสถานีที่มีร้านบิ๊กคาเมร่าเบ้อเร่ออยู่ ไปถึงก็เดินไปหาอู๋ ซึ่งมาพร้อมกับน้องคนนึงที่เรียนแถวโอซากาเหมือนกัน เสร็จแล้วก็พากันไปที่ตึกที่ว่านั่น เป็นระยะไกลพอควร ไปถึงก็ขึ้นลิฟต์กันไปชั้นสูงสุดเพื่อดูวิวบนตึกที่ว่า แล้วก็พบกับบรรยากาศเดิมๆ เลย เหอๆ คือคู่รักมาจู๋จี๋กันตามมุม ทำไมคนญี่ปุ่น ชอบที่มืดๆ สาธารณะๆ เพื่อบอกรักกันหรือไงไม่รู้แฮะ มีคู่นึงที่เราหันไปเจอเค้าจูบกันพอดีอีก - - ว่าแล้วก็เดินไปดูรอบๆ เป็นวงกลม ซึ่งก็จะเห็นมุมโอซากาทิศต่างๆ ตรงนี้จะว่าไปก็อากาศดีนะ เย็นสบาย มืดๆ ด้วย หลังถ่ายรูปกันแบบมองไม่ค่อยเห็นอะไรเท่าไรเสร็จ ก้ลงมาเพื่อกลับไปตึกบิ๊กคาเมร่าเพื่อกินข้าวเย็นบนชั้นบน การเลือกอาหารที่จะกินนั้น ทำไมลำบากขนาดนี้ เพราะแต่ละคนก็อยากกินไม่เหมือนกัน กะหรี่บ้าง เส้นๆบ้าง ข้าวไข่ บ้าง (ผมน่ะกินอะไรก้ได้) งงจริงๆ กว่าจะเลือกกันได้ สุดท้ายไปลงที่ร้านข้าวออมไรซ์ ครับน่ากินมากๆ แต่กินเสร็จก็มีบางคนเลี่ยนชีสไปเลยครับ เพราะชีสเยอะ แต่เมนูเรา (มีคนบอกว่าเมนูคุณชาย) ต้องบาลานซ์ มีสลัด ด้วยให้ครบหมู่นะคร้าบ กินแล้วไม่เลี่ยนมาก อร่อยด้วยล่ะ น้ำซอสมันอร่อย มีซอสมะเขือ ฯลฯ บรรยายไม่ถูกอ่ะ เอาเป็นว่าอร่อยละกัน เหอๆ สุดท้ายก็ดึกแล้ว เลยต้องรีบกลับไปที่ยูสโฮสเทลกัน เพราะเดี๋ยวเค้าปิดประตู ปิดไฟจะแย่ ตอนกลับไปนั่นมีเรื่องน่าตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะตอนมาถึงใกล้สถานีชินโอซากา แหนมลงไปนั่งในรถไฟซึ่งก็ไม่น่ามีอะไร แต่ตรงนั้นมีนิโกรผิวดำขลับยืนใกล้ๆ พอดีที่นั่งข้างแหนมว่าง เค้าก็เลยลงไปนั่งข้างๆ จริงก็ไม่มีอะไร แต่พวกเราขำกันไปเอง ขำดังจนเค้ารู้ตัวมั้ง แต่ก็แกล้งทำไม่มีอะไร แหนมบอกว่าผู้หญิงตรงข้ามขำแหนมตามเลย พอออกจากรถไฟเราก็เดินๆ กันออกมา แล้วพอดีพี่นิโกรนี่ เดินมาที่สอดตั๋วออก แล้วปรากฏของเค้ามันไม่ผ่านไม่รู้ตังค์ไม่พอหรือไร เค้าก็ทำหน้าเหนื่อยหน่าย ทันใดนั้นเค้าก็เตะเครื่องสอดตั๋ว ดังป๊าบ เข้าไปหนึ่งที พร้อมสบถอะไรสักอย่าง แล้วเดินไปปรับค่าตั๋ว พวกเราก็เดินออกมา พร้อมเสียงวิพากษ์ว่า เราไปทำให้เค้าโกรธอะป่าว เค้าถึงได้แสดงอารมณ์แบบนั้น ตั๋มบอกว่าจริงๆ ยังจะขำเค้าตรงนั้นด้วยซ้ำตอนเตะ แต่ยั้งปากไว้ทัน เหอๆ ตอนเดินมา ก็แอบเหมือนเค้าเดินตามเรามานิดๆ กวางก็ออกอาการกลัวเต็มที่เลย รีบจ้ำกันใหญ่ เวลานั้นทุกคนก็เหนื่อยกันมากแล้ว อยากกลับถึงที่พักไว้ๆ ก็เลยรีบเดินกันใหญ่ จริงๆ คือหนีเค้าน่ะหละเหอๆ แต่จริงๆ เค้าคงไม่ได้ตามเราหรอก แต่เรากลัวกันไปเอง สรุปเลยกลับถึงที่พักกันเร็วหน่อย เพราะ แต่ละคนจ้ำหนีตายกัน ไปถึงก็อาบน้ำ แช่น้ำร้อนกันอย่างมีความสุข พักผ่อนเอาแรงเตรียมไปสนุกกันในวันรุ่งขึ้น วันที่ 3 (Mon 24) OSAKA - Universal Studio วันนี้อาจจะไม่ค่อยได้ถ่ายรูปหน่อยเพราะว่ามัวแต่ไปเล่นกันในสวนสนุกอย่างเมามัน อย่างที่หลายคนอาจรู้แล้ว ที่นี่มันคือสวนสนุก ที่มีเปิดไว้หลายที่ในโลก ธีมมันจะออกไปทางเครื่องเล่นตามธีมหนังต่างๆ เช่น สไปเดอร์แมน แบกทูเดอะฟิวเจอร์ ฯลฯ ที่ไม่ถ่ายรูป เพราะถ้ามัวแต่ถ่ายจะไม่สนุกเอา และที่สำคัญคือ ฝนดันมาตกเอาวันนี้นี่สิ เหอๆ หลังจากตื่นนอนแล้ว เราก็กินข้าวเช้ากันที่ยูสฯ เพราะมีบริการสั่งอาหารเช้า ราคาไม่แพงด้วย เลยกินเลย จะได้เรียบร้อยก่อนออก บริการดีจริงๆ น่าพักอีกรอบ เสร็จแล้วก็ออกเดินทางไป วันนี้เราไม่สายมาก แต่คนก็เยอะอยู่ดีเพราะวันนี้เป็นวันหยุดของญี่ปุ่นเค้า คนเลยแห่กันมา เพื่อมาเล่น ตั๋วเป็นแบบเล่นกี่เครื่องก็ได้ กี่ครั้งก็ได้ 5800 yen มีพี่วินที่ไปก่อนแล้ว บอกว่า เวลาไปให้ไปเล่นเครื่องลึกๆ ก่อนเพราะคนยังเข้าไปไม่ถึง แต่เอาเข้าจริงเราก็ทำตามได้ไม่ค่อยมาก เพราะต่อคิวทีครับท่าน คนไทยต่อไม่ไหวหรอก จินตนาการว่า ต้องต่อเล่นเฮอริเคนที่ดรีมเวิลด์ สักสองชม. คงไม่มีใครเล่นแน่ๆ ที่นี่ต่อแต่ละอย่าง ครึ่งชม. ถือว่าน้อย และโชคดีมาก ถ้าต่อราวๆ ชม.นึง ก็ถือว่าปกติ จริงๆ มีทางพิเศษให้เข้าแต่ต้องเสียตังค์เพิ่ม แต่มันชื่อว่าทางด่วน แปลว่า ทางด่วนก็รถติดได้ใช่มะ พวกเราเลยไม่อยากเสียเงินเพิ่มเลยกัดฟันรอกันไป เครื่องแต่ละอย่างรอกันนานแต่เล่นจริง แค่ห้านาที สิบนาทีทั้งนั้น จากลำดับที่ยังพอจำได้ลางๆ เครื่องที่เราไปเล่นกันก่อนคือ
ที่จริง วางแผนกันไว้ว่าจะดูปีเตอร์แพนโชว์กัน แต่ก็อย่างที่คิดๆ ไว้ ฝนตกน่าจะหยุด แล้วก็หยุดจริงๆ แต่มีโชว์ยิงพลุนิดๆ หน่อยๆ พอหายอยากไป เค้าเรียกว่าเป็นโชว์พิเศษกลางฝนอ่ะ ดูเสร็จก็ตัดสินใจกลับกัน เพราะดึกแล้ว และวันนี้พี่แผ่นกับต้นจะต้องกลับบ้านแล้ว เหลืออีกห้าคนที่เหลือที่จะไปกันต่อ ก่อนออกก็ถ่ายรูปกับลูกโลก ยูนิเวอร์แซล แล้วก็นั่งรถไฟกลับไปที่สถานีที่ต้นจะต้องกลับบ้าน ระหว่างนั้น ตอนแรกก็วางแผนกันว่าจะกินข้าวกันดีไหม แต่ต้นว่าไม่ทันแล้ว พอใกล้ถึงสถานี ต้นก็รีบมาก จนทุกคนตกใจ เดินอย่างเร็วมาก ตอนนั้นทุกคนก็ยังหลงๆ นิดๆ เพราะจุดนัดพบเราก็ไม่เคยเห็นกันมาก่อน เวลาก็งวดเข้าไปทุกที ขึ้นจากสถานีเจอ ป้าคนนึง แกใจดีมากๆ เห็นเราเดินขึ้นมาทำหน้างงๆ หลงทางกัน เค้าก็รีบเดินมาหาเราก่อนที่เราจะเดินหาเขาซะอีก แล้วก็ช่วยอธิบาย ขีดๆ เขียนๆ แผนที่ให้ดู ตอนแรกเค้าว่าจะไปกับเรา พาไปด้วย แต่ก็กลัวว่าแกเดินช้า แล้วไปเร่งเขาก็ไม่ดี แถมเราก็เร่งๆ รีบๆ กัน เลยไปกันเอง เพราะเข้าใจทางแล้ว ตอนเดินออกมาไกลแล้ว รพีก็นึกขึ้นได้ว่าไปหยิบดินสอไม้ของยาย (น่าจะเป็นยายมากกว่า) ติดมือมาด้วย - - แต่ก็เอาเหอะ กลับไปก็ไม่เจอแล้วแน่ๆ เลยไปกันต่อ ไปถึงทันเวลาพอดี เหลือเวลานิดหน่อยพอให้พี่แผ่นกับต้นซื้ออะไรกินในมินิมาร์ท ก่อนขึ้นรถกลับโตเกียวได้ พอไปกันแล้วสองคน รู้สึกว่าคณะทัวร์มันเงียบเหงาทันทีเลยอ่า คนมันน้อยๆ ไปถนัดตา (เพราะคนตัวใหญ่หายไปคนนึง เหอๆ) ก่อนกลับที่พักเราก็หาอะไรกินกันก่อน ซึ่งตอนนั้นร้านมันปิดเกือบหมดแล้ว ตั้งสี่ทุ่มกว่าแล้วนี่นา (ถ้าเป็นที่ไทย คงหากินได้ง่ายกว่า) หลังจากกินชุดข้าวอะไรง่ายๆ กันอิ่มหนำแล้วก็กลับไปพักผ่อนตามอัธยาศัยเพื่อไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ กับนาระ ในวันต่อไป 10月21日 Kansai Trip (Fri 21 - Thu 27) Part 1และแล้วก็ได้เวลาอัพบล็อกซะที หลังจากไปเที่ยวมาเดือนนึง ต้นถามว่า การอัพบล็อกมาใช้เวลาขนาดนั้นหรือ, ยุ่งจนไม่มีเวลาขนาดนั้นรึ จริงๆ ก็คือยุ่งน่ะแหล่ะครับ พอกลับจากเที่ยวแล้วก็เปิดเทอม เปิดเทอมแล้วก็มีพิธีการนั่น นู่น นี่ มีเลกเชอร์ต่างๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นเคย (เพราะมันเป็นภาษาญี่ปุ่นน่ะแหละ) บวกกับวิชาที่ต้องไปเที่ยว ทัวร์ตามแล็บต่างๆ ทั้งที่ ชิโรคาเนได ชิบะ โอไดบะ ฮงโกะ และ โยโกฮามะ ตามลำดับ ตอนนี้ไปมาสองที่ แล้ว ลำบากพอควร ไปทีก็ยุ่งทีเดียว เพราะต้องเตรียมว่าจะไปเส้นทางไหน ไปกี่โมง ฯลฯ เพราะเดินทางแต่ละที ต้องดูว่ารถบัสที่พอดีรอบ มันออกกี่โมง เพื่อให้ทัน รถไฟ รอบที่ต้องการ ซึ่งหลายทีก็ไปไม่ค่อยจะได้ตรงเวลาเท่าไร - - เพราะ กะไม่ตรงกับเวลาบ้าง สายไปแค่เสี้ยววินาทีบ้าง ฯลฯ เอาล่ะ เข้าเรื่องที่ไปเที่ยวคันไซดีกว่า ทริปนี้ ก็ได้รับการสมนาคุณจัดขึ้น โดย รพีนะครับ เป็นคนวางแผนทั้งเรื่องการเที่ยวในแต่ละวัน และงบประมาณส่วนใหญ่ ที่กะเกณฑ์กันไว้ ซึ่งก็ไม่เกินตามงบที่กำหนดไว้ เพราะ บางมื้อเรากินกันถูกกว่าที่ตั้งไว้ แถมบางวันยังกินไม่ค่อยจะเป็นมื้อ เลยงบน้อยลง ส่วนแต่ละมื้อจะกินอะไร เดี๋ยวจะค่อยๆ เล่าที่สำคัญๆ ให้ฟังนะครับ สมาชิกของทัวร์ครั้งนี้ก็มีด้วยกันเจ็ดคน คือ เรา รพี ต้น กวาง แหนม ตั๋ม และพี่แผ่น ซึ่ง ต้นกับพี่แผ่น นั้น ได้กลับไปก่อนตอนวันที่สามครับ (ถ้านับตามเวลาเที่ยวจริงๆ จะมีทั้งหมด ห้าวัน ที่ได้เที่ยวเต็มๆ นะครับ) คืนวันที่ 1 (22.30 on Fri 21) วันที่ 1 (Sat 22) KOBE ตามแผนการรพีคือเที่ยวดูแทบทุกบ้านเลย แต่เอาเข้าจริง เราเดินได้ไม่เร็วนัก เพราะร้อนนๆๆๆ แถมเสียเวลาตอนแบกกระเป๋าขึ้นที่พัก ก็เลยเอาเป็นว่า เอาหลักๆ ที่อยากดู เสร็จแล้วก็ขึ้นรถไฟ สถานี ซันโนะมิยะ ไปลงที่ไหนหว่า (จำไม่ได้ เหอๆ) แต่ที่แน่ๆ คือ จะไปกินเนื้อโกเบ อันเลื่องชื่อครับ แต่เนื่องจากชื่อร้านที่รพีสืบมานั้นมันเป็นที่ป๊อปปุลาร์ รุ้สึก ร้านที่คนในมินิมาร์ทแนะนำมา กับที่สืบมา มันคนละร้าน แต่ชื่อใกล้เคียงกันมาก หลังจากดูโหงวเฮ้ง และเวลา พบว่า หิวแล้ว แถมร้านพอใช้ได้ น่าจะดี มีเนื้อโกเบให้กิน ก็เลย เข้ากันไปเลย มาเสิร์ฟก็ค่อนข้างช้าครับ แต่คนกินแต่ละคน ช้ากว่า เหอๆ ของมันอร่อยขนาดนี้ จะให้รีบๆ กินเข้าไปได้ไง ก็ต้องใช้เวลาในการเคี้ยว ลิ้มรสอันอ่อนนุ่มสักหน่อย ตั๋มบอกว่า ก็เฉยๆ นะ ก็เนื้อ แต่คนอื่นบอกว่าอร่อยกันหมด - - เห็นว่าไม่ค่อยชอบกินเนื้อเท่าไร ความน่ากินดูเอาจากรูปละกันนะครับ หลังจากกินกันเสร็จแล้ว ก็ไปกันต่อที่สะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก (เค้าว่ากันยังงั้น) บรรยากาศโดยรอบสะพาน หากเป็นช่วงที่ร้อนน้อยกว่านี้ ก็คงจะน่าเดินเล่นมากๆ แต่วิวเองก็สวยทีเดียว คณะทัวร์ก็ได้ถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย ณ ที่นี้เองที่รพีได้ลืมกระเป๋าเป้ตัวเองซะงั้น (แอบเผาหน่อย) เดินถ่ายกันไปเรื่อยๆ จนขึ้นดูวิวบนตึกที่สร้างอยู่ใต้สะพานนี้ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ ผสมกับจุดชมวิว ซึ่งก็ดูได้โดยรอบโกเบเลยทีเดียว ตอนนี้เองที่รพีก็รู้สึกตัวว่าเป้หาย โอ้ ในนั้นมีหนังสือที่แหนมยืมจากคนอื่นมาด้วย ทุกคนเลยตกอกตกใจใหญ่ ทุกคนเลยเอากล้องที่ถ่ายมาดู เพื่อดูว่ากระเป๋ารพีอยู่ถึงตอนไหน ก็พบว่าตอนที่เดินมาใกล้สะพานก็ไม่มีแล้ว คงลืมช่วงแวะถ่ายรูปตอนไกลๆ สะพาน ดังนั้น หลังจากชมสะพานกันเสร็จแล้วก็รีบเดินลงมาตามหาเป้ ซึ่งก็ยังคงอยู่ที่เดิม (ถ้าเป็นที่ไทยอาจจะไม่เหลือแล้ว คงมีคนหยิบไปแล้ว) แล้วก็รีบขึ้นรถไฟ เพื่อไปเที่ยวที่สุดท้าย คือภูเขา Rokko ที่เค้าว่าบรรยากาศดีมาก ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ วิวมูลค่าสิบล้านดอลลาร์ การจะขึ้นไปนั้น ต้องนั่งรถเคเบิลขึ้นไป ก็ไม่มีไรมาก เหมือนตอนไปเที่ยวชิบะที่ต้องขึ้นเคเบิลคาร์เหมือนๆ กัน ไปถึงก็มืดพอดี เพราะหกโมงแล้ว ก็ได้ถ่ายรูปในวิวที่ว่าสวย ดูด้วยตาก็สวยจริงๆ นะครับ เห็นว่าติดอันดับหนึ่งในสามวิวกลางคืนที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น เท่าที่ดู จะเห็นโอซากา และโกเบ โดยรอบเลย แต่ถ่ายรูปออกมาแล้ว ไม่ค่อยสวยมากเท่าตาเห็นนัก คงเพราะความระยิบระยับมันถ่ายทอดด้วยกล้องไม่ได้นะเอง หลังจากชมวิวตรงนั้นเสร็จก็ได้ นั่งบัสต่อขึ้นไปอีกจุด ซึ่งลึกเข้าไป (จำชื่อไม่ได้) บริเวณนี้ก็เป็นจุดชมวิว ขายของที่ระลึกเช่นกัน แต่ตรงนี้ บรรยากาศมันสวยกว่า เพราะสิ่งปลูกสร้าง การตกแต่ง โรแมนติกมากๆ ที่สำคัญคือมีคนมาร้องเพลงโรแมนติกๆ ให้ฟัง แล้วรอบข้างเรา ก็มีแต่คู่รักที่พากันมากอด จูบกันอย่างดูดดื่ม กระซิบข้างหูอะไรกันสักอย่าง (ฟังไม่ถนัด เหอๆ) หลังจากปีนลงเขามาและกลับไปที่รถไฟฟ้า และพิจารณาเวลาแล้ว พบว่าต้องรีบกลับที่พัก เพราะเค้าไม่อยากให้กลับเกินสามทุ่มครึ่ง หรือสี่ทุ่มครึ่งนี่แหล่ะ (พักของถูกก็ต้องตามใจๆ เค้าหน่อย) เลยไปแวะกินข้าวร้านธรรมดา แต่รสชาติดีกว่าแถบโตเกียวหลายเท่า เหอๆ แถมเปิด 24 hrs. เป็นที่ถูกใจ ต้นมาก เพราะ ไม่ว่าจะทำงานดึก หรือตื่นเช้าแค่ไหน ก็มาสั่งกินได้แถมไม่แพง และอร่อย ชุดที่เรากินเสร็จแล้วก็เป็นปลาซาบะเสิร์ฟพร้อมสลัดตามรูปครับ ขากลับวันนี้ก็ยังเหมือนเดิมคือปีนเขากันขึ้นไป ด้วยความกลัวคุณลุงจะปิดประตูไม่ให้เราเข้า ไปถึงก็หอบกันอีกแล้ว ห้องน้ำที่นี่มีห้องเดียว ใช้สลับป้ายเอา และเข้าใจกันเอาว่าตอนนี้ ชาย หรือ หญิง อาบอยุ่ ซึ่งเราก็ให้สาวๆ ไปอาบกันก่อน ตามด้วยผู้ชาย ซึ่งอาบทีละคน ตอนแรกลุงบอกกับรพีว่า อ้าว แล้วอีกสองคนล่ะ (คือเขาเข้าใจว่าเราจะเข้าไปอาบพร้อมกันสามสี่คน - -) แต่รพีก็เลยบอกว่าขออาบทีละคนไม่ได้เหรอ ก็เลยตกลงกันได้ แต่ก็สงสารลุงเหมือนกันต้องมารอจนดึกกว่าทุกคนจะอาบเสร็จกัน ทำนู่นทำนี่ก็ถึงเที่ยงคืนกว่า ก็รีบนอนกัน เพื่อเอาแรงไปลุยเที่ยวต่อวันรุ่งขึ้นที่ โอซากา |
|
|||
|
|