Thanet's profileFiboKnackyPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 12 Hikkoshi shimashou มาย้ายบ้านกันเถอะวันนี้จะอัพบล็อกตามคำเรียกร้องของ บัวจัง (และหมีพูห์) ว่าอยากรู้เรื่องย้ายบ้าน (จะบอกว่ามันยากมากเลยนะ ถ้าจะเขียนละเอียดๆ เพราะการไปหาบ้านซับซ้อนมาก) เริ่มจากวันแรกที่ไปหาบ้านก็คือวันพุธที่ 29 สิงหาคม ตอนแรกนัดกับติวเตอร์ไว้ แต่ติวเตอร์ ยุ่งกับการปั่นพาวเวอร์พอยท์ (มั้ง) เพื่อนำเสนอในงานประชุมของเค้าที่เกียวโต เราก็เลยลุยเดี่ยวเลย (ทั้งๆ ที่ภาษาก็ยังไม่แข็งแรงมาก) ไปถึงที่บริษัทแรกที่เค้าแนะนำไว้จากสองสามบริษัทชื่อ minimini ตรงประตูฝั่งตะวันออกของสถานีคาชิวะ เข้าไปถึงก็จะเป็นโต๊ะเรียงๆ เหมือนบริษัทจัดนำเที่ยว ก็จะมีคนมาเทคแคร์ลูกค้าเป็นรายคน สำหรับบริษัทนี้ก็มีไอ้หนุ่มคนนึงมาเทคแคร์เรา แล้วก็มีพนักงานสาวมาเสิร์ฟน้ำชาให้ เสร็จแล้วคนที่โต๊ะก็มาถามรายละเอียดเราว่า อยากได้บ้าน (ห้อง) แบบไหน ใหญ่แค่ไหน ราคาเท่าไร อยากอยู่ใกล้อะไร เช่นสถานีรถไฟ หรือซุเปอร์ หรืออะไรไหม ในห้องต้องการอะไรเป็นพิเศษบ้าง ซึ่งเราก็บอกรายละเอียดไปว่า อยากได้ห้องแบบ 1R เป็นศัพท์ในทางอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่น แปลว่า แบบห้องเดี่ยว รวมทุกอย่าง ครัว ห้องน้ำ ห้องนอน หรือ 1K คือห้องแบบมีห้องครัวแยกมาหนึ่งห้อง แล้วก็มีห้องนอนแยกอีกห้อง (จริงๆ ไม่ค่อยต่างหรอก แค่มีประตูกั้นเพิ่ม) แล้วราคาค่าเช่าต่อเดือนก็ไม่อยากให้เกิน 5 หมื่น (เกินกว่านี้จะเปลือง จ่ายไม่ไหว) ที่เหลือก็ไม่มีอะไร อยากได้ชั้นสองถ้าเป็นไปได้ มีที่วางเครื่องซักผ้า (ห้องหลังๆ ส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว) ฯลฯ เสร็จแล้ว เค้าก็จะไปค้นข้อมูลให้เป็นกระดาษแผ่นๆ เหมือนแคตาล็อก มาให้เราดู แต่ละบริษัทจะไม่เหมือนกันเท่าไร สำหรับบริษัทนี้ จะมีรูปหน้าบ้านให้ดู พร้อมแผนผัง และรายละเอียด เช่น ค่าเช่า ค่าดูแลส่วนรวม ค่าขอบคุณเจ้าบ้าน ค่านายหน้า ฯลฯ ไว้ให้เราพิจารณา สำหรับบริษัทนี้ มีให้ดูด้วยว่า แถวนั้นมีร้าน อะไร ใกล้กับบ้านหลังนั้นบ้าง เค้าหยิบมาให้ดูหลายแบบ เค้าก็จะให้เราเลือกว่าชอบแบบไหน มาสักสามสี่อัน เพื่อจะขับรถพาเราไปตระเวนทัวร์ดูบ้านในที่จริงๆ ซึ่งเราก็เลือกมาสี่อัน ที่คิดว่าพอโอเค โดยสองบ้านใกล้สถานีฮัทสึอิชิ อีกสองใกล้เอโดกาว่าได (ดูได้จากแผนที่แนบ เบลอหน่อยนะครับ แต่ว่าได้ใส่เบอร์กำกับให้ชัดขึ้นแล้ว ตัว s คือซูเปอร์มาร์เก็ต) แล้วเค้าก็ขับพาจากคาชิวะไปแถวนั้น เนื่องจากรถติดก็ใช้เวลาพอควร สักยี่สิบกว่านาที ไปถึงที่สถานที่แรก เนื่องจากไปมานานแล้วเลยจำลำดับจริงๆ ไม่ได้ว่าดูอันไหนก่อนหลัง ก็จะเรียงตามใจละกัน 1. ใกล้สถานีฮัทสึอิชิ ราคา 43000 เยนต่อเดือน (ขอไม่รวมค่าดูแลส่วนรวมซึ่งส่วนใหญ่จะราววๆ 2000-3000 เยน) พื้นที่ใช้สอย 23.8 ตร.ม. สร้างปี 2002 แผนผังห้องก็เป็นไปตามรูปครับ ตัว wc คือห้องน้ำ ตัว CL คือตู้เสื้อผ้า ส่วน K คือครัว ตัวเลขหลัง K คือขนาดห้องตรงนั้น ซึ่งเป็นหน่วย "เสื่อ" คงเคยได้ยิน ห้องหกเสื่อ แปดเสื่อกันนะครับ ก็คือหน่วยนี้อ่ะแหละ จากแปลนบ้าน ดูรวมๆ ก็โอเคพอใช้ พอไปถึงที่จริง รอบๆ ก็พอใช้ได้ แต่เนื่องจากอยู่ชั้นหนึ่ง แถมรั้วก็ไม่ค่อยมิดเท่าไร ก็รู้สึกแปลกๆ แม้ญี่ปุ่นจะปลอดภัยก็เหอะ ข้างใน ห้องน้ำ ห้องส้วมก็พอโอเค มีชั้นวางรองเท้านิดหน่อย แต่ที่ไม่ค่อยประทับใจคือครัว มันเล็กง่ะ เล็กไป สำหรับคนที่คาดว่าจะทำกับข้าวบ่อยอย่างเรา แถมตรงน้น ก็แคบๆ ท่าทางจะวางตู้เย็น เครื่องซักผ้าลำบาก ส่วนห้องนอนหลัก ก็พอโอเค รวมๆ ถือว่ากลางๆ ไม่ได้เกลียดมาก ไม่ได้ชอบมาก ให้ 3.5 ดาว 2. หลังที่สองเป็นบ้านใกล้สถานี เอโดกาวาได แผนผังก็เป็นตามรูป ราคา 47000 ต่อเดือน สำหรับชั้นสอง ชั้นหนึ่งจะ 45000 บ้านหลังนี้มีพื้นที่ 29.81 ตร.ม. บ้านหลังนี้ประทับใจเป็นพิเศษ เพราะความกว้างและใหม่ (สร้างปี 1996) จริงๆ นับตามปีเก่ากว่าเบอร์ 1 แต่สภาพนั้นดูดีกว่ามาก แถมว่างอีกห้าห้อง เพราะรุ้สึกคนเช่าจะเป็นคนทำงานบริษัทห้าคน แล้วย้ายบริษัท เลยออกพร้อมๆ กัน ในห้องที่เราไปดูนั้น ประทับใจสุดๆ ครัวใหญ่เบ้อเร่อ ใหญ่มากๆ ตู้ข้างๆ อ่างล้างจานก็ใหญ่ ที่ดูดควันก็ดี เสียตรงไม่มีเตามาให้ ต้องซื้อเอง ที่วางเครื่องซักผ้าก็แอบเป็นมุม เป็นสัดส่วนดี ห้องน้ำ ห้องส้วมก็ดี เข้าไปด้านใน จะเจอห้อง 4.5 เสื่อ มีที่ใส่ของและตู้เสื้อผ้าแยกอีก ตู้ใหญ่ และกว้างมาก (เก็บของพอแน่นอน ถ้าจัดดีๆ เป็นห้องที่เหมาะกับคนของเยอะมากๆ) และห้องในสุด 6 เสื่อเป็นห้องนอน ห้องนอนหลังนี้ จะเล็กกว่าเบอร์ 1 นิดหน่อย เบอร์ 1 จะหน้าตัดทรงแคบกว่า ห้องแนวยาว แต่หลังนี้หน้าตัดจะกว้าง นับไปแ 3.หลังที่สามใกล้ฮัทสึอิชิ พระเจ้าจอร์จอย่างกับก๊อปเบอร์ 1 มา ดูแปลนบ้านสิครับ เหมือนกันเปี๊ยบๆ ต่างกันที่ประตูพับๆ กับประตูเปิดธรรมดากลางห้อง (สังเกตกันเอาครับ) ความกว้างก็เป็นแบบเดียวกันเดี๊ยะๆ ราคา 44000 เยน ขนาด 23.4 ตร.ม. (ขนาดก็ใกล้ๆ เบอร์ 1) สร้างปี 2000 เก่ากว่านิดหน่อย สิ่งที่ต่างคือความประทับใจครับ หลังนี้เข้าไป กลิ่นโคตรเหม็นไม่รุ้ใครถ่ายไม่ล้าง หรือท่อมันตันจนกลิ่นย้อน เหม็นแม่เจ้ามากๆ จนคนขับรถพาเราไปตกใจเหมือนกัน รีบแก้ตัวใหญ่ เข้าไปเสร็จ บ้านอะไรมืดงี้เนี่ย แสงก็ไม่ค่อยเข้าครับ แย่จริง รวมๆ ไม่ถูกใจเลย รีบออกมาเลย เหอๆ ไปชั้นสองก็เหม็นเหมือนกัน ไม่รุ้ทำไมเหม็น ขอให้ 2.5 ดาว เพราะความไม่ประทับใจทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้ หลังสุดท้ายของวันนี้ ใกล้เอโดกาวาได ขอไม่ลงรายละเอียดเพราะ หลังที่ไปดูบ้านหลังนี้เสร็จกลับไปที่บริษัท เค้าก็โทรมาว่า ห้องนั้นมีคนเอาแล้ว ไม่ว่างแล้ว เหอๆ แต่บ้านหลังนี้ไม่ค่อยถูกใจหรอก มันดูเก่าไป เหมือนอยู่ในโรงงาน นอนแล้วเสียวๆ แน่เลย น่ากลัวๆ แต่เจ้าบ้านใจดีมากๆ เป็นสิ่งเดียวที่ประทับใจ ระหว่างที่นั่งรถไปๆ มาๆ ก็เวียนหัวมาก ขับอะไรจะสวีดสว้ายขนาดนี้ เมารถ ไปตั้งแต่ราวๆ สิบโมง เกือบสิบเอ็ดโมงกว่าจะเสร็จบ่ายสามนู่น ล่อให้เอากินข้าวเที่ยงเลทด้วย ก่อนกลับเค้าก็ให้กรอกใบสมัครเอาไว้ ตอนแรกก็เสียวๆ ว่า ใบอะไรจะผูกมัดเราหรือเปล่า แต่ดูแล้วไม่มีสัญญาอะไร เลยไม่น่าเป็นไร แล้วติวเตอร์มาบอกทีหลังว่า เหมือนใบจองเฉยๆ จะแคนเซิลก็ได้ ในทางกลับกันเค้าก็แคนเซิลเราได้เหมือนกัน วันที่สอง วันที่ 4 กันยา หลังวันเกิดหนึ่งวัน ก็บุกไปที่คาชิวะอีก แต่คราวนี้ไปกับติวเตอร์ (มีคนคุยให้แล้วเ ย่ๆ) คราวนี้ลองไปสถานีตะวันตกดูบ้าง มีอยู่หลายบริษัททีเดียว มาถึงก็ลองไปบริษัทแรกคือ บริษัทเอเบิล แอบเก่านิดหน่อย แต่ก็บริการใช้ได้ เค้าก้อทำแบบเดิม ให้เรากรอกนั่นนี่ (ติวเตอร์กรอกให้ เร็วกว่า) แล้วก็เอาตัวอย่างบ้านมาให้ดู แต่คราวนี้ มีรูปถ่ายให้ดูด้วย ทำให้ตัดช้อยส์ง่ายขึ้น บ้านที่เอามาให้ดูๆ ไม่ค่อยถูกใจเลย ทำไมลิสต์บ้านเค้าไม่ค่อยเยอะแฮะ มีหลังนึงซ้ำกับเบอร์สองที่ว่าถูกใจ ตอนแรกเลยเอาข้อมูลมาดูก่อน ให้เค้ารอกซ์ให้ แล้วก็เดินออกมาเลย เสร็จแล้วไปบริษัทสุดท้ายคือ บริษัทพีทาทเฮ้าส์ อ้อลืมบอกไป ตัวเลขในแผนที่ ก็แทนเบอร์บ้านที่เราพูดๆ ถึงนะ คือบ้านเบอร์ 1 ก็จะมี ตำแหน่งที่ตั้งตรงเบอร์ 1 ในแผนที่นะครับ สำหรับพีทาทเฮ้าส์ เราเข้าไปเค้าก็ยังว่างๆ อยู่ แต่พอคุยๆ ไป ลูกค้ามาเยอะมาก บริษัทเค้าแคบอยู่แล้ว ยิ่งยุ่งหนัก บริการกันแทบไม่ทัน กว่าจะตัดสินใจเลือกได้ว่าจะไปดูอันไหน ก็ใช้เวลานาน กว่าจะติดต่อว่าจะไปดูที่จริงๆ เสร็จ กว่าจะได้ออกรถ เหอๆ ล่อไป ตอนเที่ยง ทำให้ดูเสร็จกลับมาเลทอีกตามเคย พนักงานบริษัทนี้ก็ดูนอบน้อมดี ดูเรียบร้อย เทียบกับของ มินิมินิ มันจะดูยากูซ่ากว่าหน่อย ของเอเบิลก็จะดูเรียบร้อยๆ เหมือนกัน 4. บ้านหลังที่ 4 นับจากของสัปดาห์ก่อนนะครับ หลังนี้ 41000 เยน ขนาด 19 ตร.ม. สร้างปี 1991 อยู่ชั้นสอง เก่าทีเดียวพี่น้อง ใกล้สถานีเอโดกาวาได จากแปลนบ้านก็จะเห็นว่าพอใช้ได้ มีที่กว้างพอควร ห้องน้ำบ้านนี้จะเป็นรวมส้วมกับห้องน้ำด้วยกัน จุดเด่นคือ ความกว้าง แม้จะบอกว่า 19 ตร.ม. แต่ก็ดูกว้างใช้ได้เลย เพราะหน้าต่างที่เยอะ และมีลอฟท์อยู่ด้านบนด้วย เป็นเหมือนชั้นลอย ส่วนตัวไม่แอนตี้บ้านสไตล์นี้ เพราะพี่บิ๊ก พี่เมธัชก็อยู่ แต่หลังนี้ มันสูงจัง แถมเหนือลอฟท์ มีช่องระบายอากาศหรืออะไรสักอย่างสูงขึ้นไปอีก ท่าทางดูแลทำความสะอาดยาก บันไดก็เป็นเหล็ก ปีนที ดังแกรกๆ มีชั้นเก็บของ แยกเป็นลอฟท์ เวลาจะใช้ต้องย้ายบันได ไปมา ท่าทางเป็นปัญหา ด้านล่างบ้านเป็นร้านส่งนสพ. รวมๆ แล้ว หลังนี้แม้จะเก่าแต่สภาพโอเคให้ 3 ดาว 5. เบอร์ 5 ชั้นล่าง ค่าเช่า 43000 ขนาด 23 ตร.ม. ใกล้สถานีเอโดกาวาได สร้างปี 1993 ก็เก่าๆ พอๆ เบอร์ 4 ไปถึงข้อติ คือ มีคนเลี้ยงหมาอยู่ หน้าบ้าน (ห้องนี้มันเป็นด้านหลัง ด้านหน้ารุ้สึกเป็นบ้านคนอื่นหรือไงนี่แหล่ะ) หมามันไม่ใช่พันธุ์น่ารักอ่ะ แถมเห่าเราอยู่ได้ เข้าไปมุ้งลวดตรงห้องส้วมก็ขาด เปิดเข้าไป เจอแมลงสาบหนึ่งตัว - -" ไม่ไหวๆ ห้องค่อนข้างมืด ผังบ้านก็ไม่มีไร คล้ายๆ ที่ผ่านๆ มา แต่มีตู้รองเท้าที่ใหญ่มาก ไม่รู้จะเก็บอะไรกันเยอะแยะ เหอๆ ระเบียงก็กว้าง รวมๆ แล้วให้ 2 ดาว เพราะเก่าแล้วยังไม่สะอาด ไม่เรียบร้อยอีก พอเราเห็นหลังใหม่ๆ แล้ว เจอหลังเก่าๆ เราก็ไม่ค่อยอยากอยู่แล้วอ่ะ ด้วยว่าไม่สวยบ้าง แคบบ้าง พอเก่าก็กลัวอะไรๆ จะพังบ้าง เสียง่ายบ้าง ฯลฯ ดูมาถึงตอนนี้ เลยไม่มีอันไหนถูกใจเท่าเบอร์ 2 อีกเลย 6.หลังนี้ ค่าเช่า 45000 เยน สร้างปี 1997 (ปีเดียวกับเบอร์ 2) ขนาด 22.56 ตร.ม. รวมๆ ในห้องสวยดี แต่ข้างนอกติดสถานีเลย จริงๆ ถือว่าเป็นทำเลดีนะ ใกล้สถานีเอโดกาวาได ร้านรวงก็เยอะ มินิมาทก็มี ราคานี้จริงๆ นับว่าไม่แพงทีเดียว แต่พลุกพล่านไปหน่อย เข้าไปก็เกือบโอเคละ ผังบ้านก็โอเค ไม่มีปัญหา ติดที่ ห้องหลักนี่หล่ะ ทำไมกำแพงมันเอียงๆ ฮวงจุ้ยไม่ค่อยดีเลย แถมมีคานด้านบนตามที่ขีดปากกาไว้อีก ด้านนอกที่ตากผ้า เปิดไป เจอหลังคาคนอื่น ทำไม มันแม่งๆ อ่า เปิดไป วิวไม่ดีเลย (ถ้าไม่คิดมากก็อาจจะเฉยๆ นะ) แต่เราไม่ชอบตรงนี้มากๆ บ้านนี้ให้ 3.5 ดาว ด้วยข้อดีดังว่า แต่หักค่าฮวงจุ้ยไม่ดี (กำแพงเฉียงๆ มันทำให้จัดห้องเข้ามุมลำบากด้วยนะ) 7. หลังที่ 7 ราคา 5 หมื่น (แพงโคตร) ขนาด 25.25 ตร.ม. สร้างปี 2002 จะบอกว่า ถ้าดูแต่ตา ห้องนี้สวยมากที่สุดเท่าที่เคยดูแล้ว สวยจริงๆ ใหม่มากๆ ครัวก็ใหญ่โคตรๆ แถมสวยมากๆ ด้วย ท่าทางเค้าดูแลกันอย่างดีเลย ห้องน้ำ ก็สวย ห้องเก็บของมากอีกต่างหาก ห้องนอนก็กว้าง แทบไม่มีข้อเสียเลย ติดอย่างเดียว คือแพงอ่า แถมไกลสถานี แล้วยังไกลแคมปัสอีก คือหลังอื่น ไกลสถานี แต่อาจใกล้ซุเปอร์ ก็ยังดี หรือใกล้สถานี ไกลซุเปอร์ ก็โอเค นี่เล่นไกลทุกอย่าง ไม่เวิร์ก อ่า แต่แอบเสียดายเหมือนกัน หลังนี้ สวยจริงๆ รวมๆ ให้ 4 ดาว (เค้าโทรมาบอกทีหลังว่า บ้านแบบเดียวกัน เฟส 2 อยู่ใกล้ๆ กัน แต่ถูกกว่าก็มี แต่เราไม่เอาแล้ว เพราะไกล) ดูจนจบแล้วก้กลับไปที่บริษัท ขอเวลาเค้าคิด โดยหนีไปกินข้าวกลางวันกันก่อน มื้อกลางวันเป็นอาหารในร้านเอเชีย ที่ติวเตอร์อยากลอง เข้าไป เจอ แกงไก่ แต่จากประสบการณ์แกงที่นี่ไม่ค่อยอร่อยมาก มันไม่เผ็ดเท่าไร เลยลองต้มยำกุ้งแทน รสชาติใช้ได้ทีเดียว แม้จะไม่เหมือนมากสุดๆ แต่ก็เหมือนทีเดียว ติวเตอร์บอกลองหน่อยได้ไหม ชิมเข้าไป หน้าแดงเลย บอกว่า เผ็ด !! แล้วก็ดื่มน้ำตามอย่างเร็ว จริงๆ ไม่ได้เผ็ดมากนะ แค่กลางๆ แต่คนญี่ปุ่นก็งีแหล่ะเน้อ กินเสร็จก็ตัดสินใจว่าจะกลับไปที่บริษัทเอเบิลเพื่อไปดูของจริงๆ อีกสักหลัง รวมถึงจะไปเบอร์ 2 อีกรอบ เพื่อจะเช็คว่าจะเอาอันนี้ดีไหม (คือตอนนั้นคิดว่าคงจะเอาอันนี้แน่แล้ว ถ้าอันสุดท้าย ไม่ดีพอ) 8. หลังนี้ใกล้ เอโดกาว่าได ราคา 50000 เยน (แพง) ขนาด 22.5 ตร.ม. สร้างปี 2000 ก้ไม่ถือว่าเก่านะ เข้าไปแล้ว ตามผังบ้าน จะพบว่า มันแปร่งๆ อ่า ทำไมต้องเอาครัวมาไว้ในห้องเนี่ย (ใครเป็นคนออกแบบ ไม่ได้เรื่องเลย) ห้องก็กว้างดีหรอก แต่ด้วยหน้าต่าง กับระเบียง รวมถึงครัว ที่ขวางกันเอง พบว่า ไม่รุ้จะเอาเตียงวางไหน วางฝั่งตู้เสื้อผ้าก็ไม่แน่ใจว่าจะพอไหม แอร์ตกหัว อีกฝั่งใกล้ครัวเกิน เดี๋ยวทำกับข้าวแล้วน้ำมันกระเด็น อย่างอื่นก็พอใช้ สรุปแล้วไม่ประทับใจมาก ให้ 3 ดาว ระหว่างไปดูหลังเบอร์ 8 กับเบอร์ 2 บริษัทพีทาทเฮ้าส์ ก็โทรมารบเร้าให้ไปที่บริษัทเค้า เพราะเจอบ้านดีๆ แล้ว ตอนกลับไปก็เกือบห้าโมงแล้วแหละ บริษัทเอเบิล ก็ส่งพนักงานมาเร่งเร้า ถามเราอยู่นั่นแหล่ะ ว่าชอบอันไหนครับ (จริงๆ ทั้งสามบริษัทเหมือนกันจะถาม ซักเราว่าชอบไหมๆ เหมือนกับจะให้ตกลงกับเค้าให้ได้) แต่ติวเตอร์เราก็ ตอบว่า "ให้ผมคิดก่อนนะครับ" ท่าเดียว วนไปเกือบห้ารอบ เหอๆ ตื๊อมากๆ บริษัทเอเบิล จนสุดท้าย บอกว่าขอไปคิดก่อน เค้าก็เดินไปส่งลงจากบริษัท แล้วเราก็ลองไปบริษัทพีทาทเฮ้าส์อีกรอบเพื่อดูว่า ไอ้บ้านที่ดีๆ น่ะ มันดีจริงไหม (ตอนนั้นคิดว่า คงอาจจะได้เบอร์ 2 ละ) เค้าเริ่มต้นด้วยหลังเบอร์ 7 เฟส 2 ซึ่งเราไม่ค่อยอยากเอา แม้ว่า จะสวย เพราะไกลอย่างที่บอก สุดท้ายเค้าหยิบ เบอร์ 9 ออกมา (เลขดีเนอะ) แล้วในบริษัทเค้าก็เปิดเพลง a whole new world พอดี มัน นิวเวิลด์จริงๆ ด้วยครับ บ้านนี้ไม่เหมือนหลังอื่นๆ คือ มันไม่ใกล้สถานีสองอันอย่างที่ว่า (อ้าวแล้วดีไงอ่ะ) แต่จุดเด่นคือ ไม่ไกลซุเปอร์มาก ที่สำคัญคือใกล้แคมปัสอย่างโคตรๆๆๆๆๆ ชนิดเดินถึง (แอบฝันว่าจะไม่ต้องเดินทางมานานละ หลังจากไปกลับ จากที่เรียนภาษากับหอ มาสามเดือน แม้จะไม่ได้ไกลมากๆ แต่ก็ทำให้เหนื่อยได้อ่า) แบบนี้ จะเรียน จะสัมมนา จะทำวิจัย ก็ไม่ต้องกังวลเวลาไปๆ กลับๆ ละ ดึกแค่ไหนก็ไหว ไม่ต้องตื่นเช้ามากอีกต่างหาก โอ้ ข้อดีที่น่าสนใจที่ฉีกแนวไปจากหลังอื่นๆ ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากบริษัทนี้ไม่มีรูปถ่ายให้ดู เราเลยยังไว้ใจไม่ได้ ต้องไปดูให้ชัวร์ และแล้วก็มาถึงหลังสุดท้าย จะบอกว่า คนละบริษัทเนี่ย มันไปดูทีเดียวไม่ได้ ทำให้เราต้องนั่งรถไปๆ กลับๆ จากสถานีกับบ้านพวกนั้น เป็นสี่ห้าหกรอบ เข้าไปแล้ว เหนื่อยมากๆ ง่วงด้วย ขอบคุณติวเตอร์เราจริงๆ ยอมตะลอนๆ เซ็นเอกสาร กรอกนู่นนี่ให้ตลอด นับถือๆ 9. หลังที่ 9 ใกล้สถานีมากๆ จริงๆ ติวเตอร์ก็บอกว่า เค้าเคยเห็นมาก่อน เพราะบ้านเค้าก็อยู่แถวนั้น พอเดินลงไปถึงเค้าบอก โอ้ บ้านผมห่างไป เดิน 30 วินาทีถึง เหอๆ ใกล้ขนาดนี้ เค้าบอกถ้าคุณได้บ้านนี้ มีปัญหาไร ก็เดินไปเคาะประตูเรียกผมไปดูได้ ทำไมเหมาะเจาะขนาดนี้ (หาเรื่องรบกวนเค้าไปได้เรื่อยๆ อีกเรา) หลังนี้นับไป ราคา 50000 เยน แต่ เค้ามีโปรโมชันพิเศษ สมัครเดือนนี้ ลดเหลือ เดือนละ 45000 เท่านั้น โอ้ ดีไรอย่างนี้ ถูกกว่าเบอร์สองอีกอะ ที่สำคัญใหม่สุด ในบรรดาทั้งหมดที่ไปดู คือสร้างปีก่อน เดือนมีนาเอง ใหม่มากๆ ทำให้หมดห่วงเรื่องของต่างๆ ท่อต่างๆ มันจะพัง จะสึก จริงๆ เค้าเขียนไว้ด้วยว่าสร้างสำหรับนักเรียนโตไดโดยเฉพาะ (เพราะมันใกล้จริงๆ อ่ะแหล่ะ) ขนาด 26.5 ตร.ม. ขนาดไม่ถือว่าเล็กเลย นับไปแล้วอาจจะเล็กกว่าเบอร์ 2 (แต่มันก็ถูกกว่า และใหม่กว่ามาก) ถ้าไม่ใช่นร.โตได บ้านนี้คงไม่มีประโยชน์นักเพราะไกลสถานีมาก แต่จริงๆ อยู่ตรงนั้น มันเป็นศูนย์กลางนะ จะไป เอโดกาวาได ด้านซ้าย หรือไปคาชิวะโนะฮะแคมปัส ทางขวาก็ได้ อยู่กลางๆ พอดี เข้าไปแล้ว แม้ว่าจะเป็นชั้น 1 แต่รั้วมันมิดชิดกว่าเบอร์ 1 เบอร์ 2 อ่า เหมือนมีสองชั้นหน่อย ดูไม่น่ากลัวมาก แล้วก็ครัวที่เล็กกว่าเบอร์ 2 แต่ พื้นที่ใช้สอยมันก็พอโอเค หาชั้นมาตั้งอะไรเพิ่มก็พอมีที่วางของเตรียมก่อนทำอาหารได้ อย่างอื่นก็โอเคดี มันสวย จุดเด่นคืออ่างล้างหน้าเบ้อเร่อเชียว ตู้เก็บของก็ขนาดพอประมาณ พอเก็บอะไรได้บ้าง ห้องก็ใหญ่ วางเฟอร์นิเจอร์ได้เท่าที่ต้องการ ระเบียงแม้ไม่ใหญ่มาก แต่ก็โอเคแล้ว ตากผ้าพอได้ก็พอ สรุปแล้วให้ 4.5 ดาวเหมือนเบอร์ 2 พอดูเสร็จ ก็กลับไปที่บริษัท ระหว่างนั้นก็นั่งคิดไป เพราะต้องตัดสินใจแล้ว ช้าไปกว่านี้ จะทำให้เรื่องเลท แล้วจะย้ายไม่ทันเที่ยวโอซากา วันที่ 21 นี้ กลับไปถึงบริษัทก็ได้ตัดสินใจเอาหลังนี้ เพราะข้อดีที่ไม่สามารถหาได้จากหลังอื่นๆ นะเอง พอตัดสินใจ คนที่รับผิดชอบเรา ก็เหมือนจะดีใจใหญ่ เพราะขายงานได้แล้ว เหอๆ เสร็จแล้ว เค้าก็ให้ไปสมัครกรอกๆ ติวเตอร์เราก็ทำให้ เพราะเร็วกว่า (เค้าคงอาจจะหิวแล้ว) เสร็จปุ๊บ ก็รอว่าอ. เรา จะเตรียมเอกสารค้ำประกันให้เราเสร็จเมื่อไร ก็ได้เซ็นสัญญาเมื่อนั้น จากนั้นก็ต้องโทรนัดคนขนของย้ายบ้านว่าจะเป็นวันไหน ซึ่งก่อนหน้านี้คุยเองแล้วปวดหัวมาก เพราะรู้เรื่องแบบเลาๆ จะเอารายละเอียดมากๆ ก็พูดไม่เป็น มันลำบากจริงๆ พอติวเตอร์คุยให้ อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด พอนัดแนะอะไรเรียบร้อยแล้ว เค้าก็โทรไปแคนเซิล บริษัท มินิมินิให้ เหตุผลที่แคนเซิลคือ "เหตุผลทางห้องวิจัยครับ" เป็นวิธีการพูดคลุมเครือของคนญี่ปุ่น ที่ดูจะใช้ได้ดีกับเคสนี้ ทำให้เราไม่ต้องลำบากใจ ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายยาวๆ กับเค้า ถ้าเป็นที่ไทยคงทำแบบนี้ไม่ได้ โดนตื๊อแหลกแน่ๆ จากนั้นก็ไปกินโซบะมื้อค่ำ กันในห้าง ทาคาชิมายะ ของสถานี แล้วกลับบ้าน ในที่สุดก็ได้บ้านใหม่แล้ว เสียค่าแรกเข้าไปทั้งหมดรวมแล้ว 285610 เยน แพงมาก September 05 Chiba Trip (Part 2) 26 Augวันนี้จะมาเล่าต่อถึงเรื่องที่ไปเที่ยวชิบะ วันที่ 2 นะครับ หายไปหลายวันเพราะว่ามัวแต่ยุ่งเรื่องย้ายบ้าน แล้วก็ออกจากบ้านไปนู่นนี่อีก เลยไม่มีแรงอัพเดท ขอนอกเรื่องนิดหน่อยคือ พักนี้มักจะโดนคำถามซ้ำๆ จากเพื่อนหลายคนทั้งที่สนิทมากและสนิทน้อย (รวมถึงรุ่นน้อง รุ่นพี่ด้วย) จริงๆ เราก็ไม่ได้รำคาญนะครับ ถ้าเกิดไปทำให้ใครดูว่าเรารำคาญก็ขอโทษด้วย เพียงแต่ลองจินตนาการกันว่า ถ้าเราต้องตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำประมาณยี่สิบรอบ มันก็คงเหนื่อยบ้างใช่ม้า มีคนบอกว่า ให้ทำ FAQ ใส่ในบล็อกซะเลย 55 จะได้ไม่ต้องตอบมาก คำถามซ้ำๆ ที่ว่า เช่น ย้ายบ้านทำไมเหรอ (อันนี้ถามบ่อยสุดช่วงนี้ คงตามชื่อ msn เรา) แต่คำถามเก่าโคตรๆ ก็ยังมี เช่น เรียนเป็นไงบ้าง (อันนี้ถามได้ทุกคนตั้งแต่อดีตตอนพึ่งมาจนถึงตอนนี้) หรือ ห้องใหญ่แค่ไหน อยู่กับใคร คำถามพวกนี้ ถ้าถามครั้งแรกสำหรับแต่ละคน ก็ยังโอเคครับ แต่บางคนเริ่มถามแล้วถามอีก - - ถามผมแล้วรบกวนจำนิดนึงนะครับ เพราะบางที พอต้องมาตอบคนอื่นหลายๆ รอบ แล้วต้องงมาตอบคนเดิมๆ อีก มันพาลทำให้รู้สึกว่าทำไมโดนถามเยอะจัง (เขียนบล็อกแบบนี้ จะโดนคนหมั่นไส้ป่าวอ่า 555) แต่จริงๆ พี่เอก นเรศ (วิทย์คอม จุฬา) ก็เคยใช้บล็อกให้เป็นประโยชน์นะ เพราะตอนนั้นเราก็เคยถามตอนเขาพึ่งไปเมกาใหม่ๆ ด้วยคำถาม ที่เพื่อนๆ ถามน่ะแหละเช่น ไปเป็นไงบ้างพี่ ลำบากไหม เดินทางเป็นไง แล้วไปพักที่ไหน ที่พักดีไหม ฯลฯ จริงๆ ก็เข้าใจอ่า คนรู้จักกันต้องถามกันใช่มะ แต่ตอนนั้นพี่เค้าก็ไม่ได้รำคาญเราอ่า แต่แค่บอกว่า ไปอ่านในบล็อกนะ ไอ้น้อง (ปู่ฟักเขียนไว้อย่างดีแล้ว เหอๆ) ก็รู้สึกว่า อืมเข้าท่าดีแฮะ ต่อจากบล็อกนี้ ก็จะเป็นเรื่องย้ายบ้านก่อนละกัน รู้สึกประทับใจกับการย้ายบ้าน (ตอนนี้ยังไม่ได้ย้ายนะครับ กำลังจะย้าย แต่หาไว้ก่อน) เอาล่ะ เข้าเรื่องซะทีต่อจากวันก่อนนะครับ หลังจากที่นอนไปตอนกลางคืนแล้ว สักตีห้าหรือตีสี่กว่า เราก็ได้ยินเสียงตึงตัง (ต้นลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างจำไม่ได้แล้ว แต่เสียวเค้าเหยียบหัวเรามากๆ เหอๆ) สักพักก็นอนลงไปอีก แล้วก็ได้ยินเสียงรพีลุกมาปรับแอร์ สรุป พอใกล้รุ่งสาง ไม่ได้หลับสนิทสักที เดี๋ยวคนนึงลุก คนนี้ลุก แถมพระอาทิตย์ที่ญี่ปุ่น ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่มันขึ้นเร็วกว่าเมืองไทยนะ อยู่ที่ห้องบางที ตีสี่กว่า ยังไม่ตีห้าดี พระอาทิตย์ส่องแสงแรงมากจนตื่นหลายทีเลย พอตื่นมาตอนหกโมงกว่าเกือบครึ่ง ก็ต่างคนต่างไปทำธุระส่วนตัว พี่บิ๊กก็ไปอาบน้ำก่อน แล้วเราก็ไปทีหลัง แล้วตามด้วย รพี สุดท้ายก็เป็นต้น ตามเคย แต่เรากับรพี จะอาบกันนานหน่อย เพราะเป็นพวกงก 55 เสียตังค์ค่าอาบน้ำแล้วต้องให้คุ้ม พออาบเสร็จ ก้ขอแช่น้ำร้อนอีกหน่อยเหมือนเดิม ใช้เครื่องชั่งน้ำหนัก เครืองนวดเท้า ไดร์เป่าผม เหอๆ อาบน้ำขึ้นมาเสร็จก็ขึ้นมาดูทีวี พอดีมีเรนเจอร์ (ชื่อไร จำไม่ได้แล้ว) ฉายในทีวีพอดี ขบวนการสามสี สี่สี ก็ดูเพลินๆ แล้วก็ไปกินข้าวเช้า ที่สั่งเค้าไว้ ข้าวเช้าก็มีลักษณะตามรูปนะคับ มูลค่า พันเยนนิดๆ ถามว่าอิ่มไหม เอาจริงๆ ไม่ค่อยอิ่มมากหรอก แต่ เน้นข้าว เพิ่มข้าวได้ เลยพอถูไถ อาหารมันจะแบบมีหลายอย่าง อย่างละนิดๆ หน่อยๆ กินไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำ แต่เราเน้นบรรยากาศญี่ปุ่นๆ เลยไม่คิดมาก อาบน้ำเสร็จ ก็ออกเดินทางจากโรงแรมของเรา ตอนแรกว่าจะไปหาที่เดินแถวนั้น ชิวๆ แถวหาด แต่เดินไปมันไม่มีอะไรให้เดินง่ะ เลยช่างมัน ไปสถานีรถไฟดีกว่าเตรียมไปเที่ยวใจกลางชิบะ (จำชื่อไม่ได้) ไปถึงสถานีก็ ใกล้ๆ เวลาพอดี ระหว่างนั้น ก็เห็นโฆษณาเรือเฟอรรี่หลายที่ ต้นก็เริ่มมีความคิดอยากจะไปบ้าง เพราะไม่เคยนั่ง เราก็ไม่เคยนั่งที่นี่เหมือนกัน แต่ก็เฉยๆ นะ ไปไหนก็ได้ แต่คำถามคือข้ามเรือไปแล้ว จะไปเที่ยวไหนอ่า เพราะมันจะมาฝั่งโยโกฮามา ซึ่งคนละทิศกับที่จะไปแต่แรก ระหว่างที่คิดๆ กัน ก็เหมือนจะเอนเอียงไปทางที่เดิมที่วางแผนแต่แรก ก็เลยซื้อตั๋วเข้าไป ทีนี้ก็ไม่รู้ว่าราคาเท่าไร พี่บิ๊กก็เลยบอกว่า ซื้อถูกไปก่อนแหละ (ที่นี่ซื้อถูกๆ แล้วไปปรับเอาทีหลังได้อย่างไม่ยากเย็น) เราก็เลยซื้อตามราคาราวๆ 150 เยน แล้วเข้าไป พอรอรถไฟมา อ่าว รถไฟทำไมมันหรูล่ะ หน้าตามันคนละแบบกับที่เราขึ้นนี่หว่า ทุกคนกำลังมัวแต่ตะลึง เพราะที่เข้าใจกันตอนแรก มันมีแต่รถจอดทุกป้าย ไม่มีรถด่วนหรืออะไร ตะลึงไป ตะลึงมา รพีก็บอกว่า ทำไมไม่เข้ากันล่ะทุกคน ตอนนั้นไม่มีใครก้าวขาออก (ไม่รุ้เพราะอะไร 55) จนประตูปิด รถวิ่งหนีไปแล้ว ก็เลยงงๆ พากันมานั่งตั้งหลักในที่พักรอรถไฟ เนื่องจากรถไฟที่บ้านนอก สายมันจะน้อยมาก ชั่วโมงละขบวนเท่านั้น พลาดทีก็ต้องรอนาน ตอนนั้นก็เลยมีความคิดว่าไปเฟอรรี่กันเลยไหม แล้วรพีก็ควักหนังสือนำเที่ยวมาดู หาทางที่จะไป ถ้าข้ามเฟอรรี่ไป ก็พบว่ามีทางเดินเที่ยวอยู่บ้าง พี่บิ๊กเลยบอกว่างั้นก็ช่างมันขว้างตั๋วทิ้งไปเลย แล้วไปกันดีไหม (แค่ 100 กว่าเยนเอง) แต่ปัญหาคือ... ต้นซื้อแบบราคาเกือบพันเยนมา อ้าวต้นซื้อมาทำแป๊ะไรแพงขนาดนี้ - - พี่บิ๊กเลยบอกว่า งั้นไปถามนายสถานีกัน (ด้วยความคิดว่าคนบ้านนอกใจดี) เค้าน่าจะยอมให้คืนนะ ถ้าคืนได้ก็ไปเฟอรรี่กันไหม ระหว่างนั้นรพีก็นั่งดูทาง อืมๆ งี้นี่เอง แล้วรพีก็บอกว่า ไม่ดีหรอก ไปทางเดิมดีกว่า ทางใหม่ ดูแล้วมันไม่ค่อยมีอะไรเดินเท่าไร ตลาดปลาก็ต้องดูตอนเช้า นี่เรามากันจะเที่ยงแล้ว พูดไม่ทันขาดคำ ต้นกับพี่บิ๊กคืนตั๋วแล้ว แล้วก็กวักมือเรียก ให้มาคืนกัน - - แปลว่าตอนนี้ถูกบังคับคืนแล้วสินะ ก็เลยอะๆ ไม่เป็นไร ไปไหนก็ได้ ก็เลยตามกันไป มาถึงตรงนี้ ก็ เลยเที่ยงแล้ว ทุกคนก็เริ่มหิวข้าวกัน เลยพยายามหาของกิน ซึ่งมีหลายร้าน แต่โอ้ แพงๆ นี่ก็แพง นั่นก็แพง พันกว่า พันปลายๆ ขึ้นไป สองพันกว่า (แต่เป็นเมนูปลา หรือปลาดิบหมด ซึ่งก็น่ากินอ่า) สุดท้ายรพีก็พาเดินวกไปวนมา จนเจอป้ายย "ทั้งอร่อยทั้งถูก ทางนี้ครับ" โอ้ จริงเหรอ ไปกันเถอะ ก็เลยเดินไปดู ร้านในซอยนั้นมีสองร้าน ร้านแรกเราก็ไปด้อมๆ มองๆ ดูก่อน แล้วก็ไปดูอีกร้าน ร้านสองนั้นมีพนักงานมาชักชวนอย่างมาก แต่เราดูโหงวเฮ้งกันแล้ว ก็หันหลังกลับไปร้านแรก เพราะน่าจะดูดีกว่า (ไม่รุ้ร้านที่สองแอบด่าหรือเปล่า เหอๆ) เข้าไปในร้านก็ แอร์เย็นดี แต่ดันมีคนสูบบุหรี่แต่เค้าก็กินเสร็จแล้วเดี๋ยวคงไป เข้าไปปุ๊บก็ดูเมนูอย่างหิวโหย อืม แต่ละอย่าง 1000 เยนขึ้น เอาว่า อะไรก็ได้ สั่งๆ แล้วที่ถูกสุด และดูไปวัดไปวาได้มากสุดก็ มากุโระทสึเกะด้ง 1300 เยน ก็เลยเห็นตรงกันสามคน คือเรา รพี พี่บิ๊ก ที่จะสั่งอันนี้มากิน ส่วนต้นบอกว่าไม่ชอบปลา (เราพึ่งรุ้ทีหลังล่ะ) ก็เลยสั่งปลาแบบทอดๆ มาแทน เจ้าของร้านลุงป้าสองคนนั้นก็ ชวนเราคุยตามประสาคนญี่ปุ่นบ้านนอกใจดี เค้าบอกว่า ไม่รู้เลยนะเนียว่าพวกหนูๆ เป็นคนต่างชาติ ถ้าไม่พูดภาษาไทยกัน แล้วรุ้สึกว่าลุงป้าเนี่ย จะชอบต้นเป็นพิเศษ ชวนคุยบ่อยมาก ต้นก็เป็นคนดี พยายามจะคุยทุกครั้งที่เค้าชวน 55 ขนาดเค้าคุยกันเอง ต้นก็ยังอุตส่าห์ถามว่า โทษครับ คุยกับพวกผมหรือเปล่า เหอๆ พออาหารมา ลุงป้าก็แซวอีก บอกว่าอีกสามคนผอม เพราะชอบกินแบบนี้นะ แต่หนูคนนี้อ้วนเพราะชอบกินทอดๆ แคลอรี่สูงนี่เอง (แซวเก่งจริงๆ) อาหารมาถึง (ตามรูปครับ) และอย่างที่เคยขึ้นเป็นชื่อใน msn ไว้แล้ว ว่า.. มันอร่อยโคตรๆ (ไม่รุ้จะใช้คำอะไรบรรยายได้ดีกว่านี้) มันอร่อยจริงๆ นะครับทุกท่าน (สำหรับพี่ๆ ที่อยู่ญี่ปุ่นมานานแล้วได้กินหลายอย่างมาเยอะอาจจะบอกว่า เชอะอันนี้ก็งั้นๆ แหละ) คือจะบอกว่าระดับมันมากกว่า 5 ดาวครับ รพีบอกว่าให้หกดาวเลย คือตอนมาถึงญี่ปุ่นบ่อยๆ เราก็ไม่ค่อยได้กินปลาดิบเท่าไร เพราะมันแพงแถมไม่รุ้ว่าอันไหนอร่อยไม่อร่อย ไหนๆ กินแล้วก็อยากกินที่อร่อยหน่อย ผ่านไปซักพักก็เริ่มมีคนชวนกินซูชิเวียน ก็พบว่า รสมันก็พอใช้ได้หมดแหละ อย่างมากก็ธรรมดา แบบทุเรศๆ ไม่น่าจะซวยเจอ สักพัก พอได้กินก็ติดใจ ไปซุเปอร์ บางทีก็จะซื้อมากินเอง มากุโร่อย่างเดียว สามสี่ร้อยเยน ก็อืม อร่อยแฮะ (เนื้อจะสีชมพูกลางๆ ไม่เข้ม) อยู่ไทยเรารู้สึกว่า ปลาแซลมอน ชั้นสูงแฮะ พอมานี้ รู้สึกแซลมอนจะตกเป็นรอง มากุโร่กับโทโร่หลายขุม เคยไปกินที่ชิบุย่า ที่คนเขาต่อคิวกันบ้าระห่ำมากๆ รสชาติก็อร่อยดี ตอนนั้นได้กินหลายที่ ก็รู้สึกว่า โอ้ เมืองไทยมันเทียบไม่ติดจริงๆ ฟูจิที่ว่าอร่อย ก็สู้ไม่ได้ โออิชิ ไม่ต้องพูดถึง แต่ที่ว่ามาทั้งหมดที่เคยกินในญี่ปุ่น มันเทียบกับชามนี้ไม่ได้จริงๆ ครับ ระดับมันต่างกันเกินไป (พูดแบบในดรากอนบอล) ความนุ่มของปลาที่มันแทบจะละลายบนลิ้น มันไม่เหมือนที่เคยกินมาทั้งหมด อร่อยชนิดที่ผมหันไปทางซ้ายหรือหันไปทางขวา ก็เจอรพีกับพี่บิ๊ก กินชนิดหน้าจะทะลุก้นชามลงไปเลยครับ กินกันอย่างขะมักเขม้นมากๆ ถ้ารวยจะสั่งมันอีกสักชามเลยนะเนี่ย แล้วถ้ารู้ว่าอร่อยขนาดนี้ จะสั่งโทโร่ (ที่มันสุดยอดกว่ามากุโร่อีก) ซะเลย จะได้กินแบบขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ดไปเลย ทั้งๆ ที่ร้านนี้ก็ไม่ได้เป็นร้านหรูหราอะไร เล็กๆ นิดเดียว แต่คงเพราะความสดของปลามันสุดยอดนี่เอง มันถึงอร่อยได้ขนาดนี้ (พิมพ์ไปก็หิวไป ตอนนี้) หลังจากกินเสร็จ ต้นก็บอกว่า อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ เราว่ามันเหมือนคัทซึด้ง ของพวกมัดสึยะ (ร้านแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นที่เป็นพวกตระกูลฟาสท์ฟู้ด) - - ต้นทำไมเอาปลาระดับหกดาวของเราไปเทียบกับอาหารพื้นๆ แบบพวกนั้นล่ะ พออิ่มแล้วก็เดินทางไปต่อกันที่เมืองปลายสุด ใต้สุดของพื้นที่ตรงนั้น ออกไปทางเกาะ ที่ยื่นออกมา ไปถึงก็ไม่มีอะไรมากครับ เดินอย่างเดียว ลัดเลาะตามชายหิน ไม่ใช่ชายหาด เพราะมีแต่โขดหิน แต่คนญี่ปุ่นก็ช่างสร้างสรรค์ อุตส่าห์ทำกับมันเหมือนหาด เอาร่มมาตั้ง เอาเสื่อมาปูตามแง่งหิน กินบาร์บีคิวกันสนุกสนาน จุดนี้ไม่มีอะไรครับ เดินรอบเกาะ มีจุดที่เป็นจุดถ่ายรูปก็คือตรงที่มีรู อยู่ตรงกลางหินตามรูปที่เป็นจุดน่าสนใจพิเศษ เดินๆ ไป ก้รู้สึกเหมือนเราอยู่ในกองถ่ายหนังจีนสักเรื่อง พวกแปดเทพอสูรฯ เพราะมันเป็นหญ้า บวกโขดหิน มีทะเล ข้างๆ ที่สำคัญ อินทรีย์บินกันว่อนไปหมด ให้อารมณ์หนังจีนมากๆ เดินจนรอบเกาะ แวะเข้าไปในสวนสาธารณะบนเกาะ นั่งพักกันพักนึง แล้วก็คิดว่าจะทำอะไรกันต่อดี สุดท้ายพี่บิ๊กก็บอกว่างั้นไม่รุ้ทำไร ก็ไปนั่งรถไฟกันก่อน จะได้ไม่เสียเวลา (คือคิดไปหลาอยย่างมาก เช่น จะไปดูงานโอโดริ แถวชินจุกุดีไหม หรือจะไปหาที่เที่ยวต่อ เพราะต้นคิดว่าเวลายังเหลือกลับตอนนี้เร็วเกิน แต่สำหรับเราเฉยๆ เพราะเริ่มเหนื่อยแล้ว เหอๆ) สุดท้ายก็หาทางกลับบ้านก่อน ตอนนั้นก็สี่โมงกว่าแล้ว หาน้ำแข็งใสกินเล่น แล้วก็รอบัส ขึ้นบัสปุ๊บ หลับเป็นตายครับ หลับกันทุกคน มาตื่นอีกทีก็สถานีรถไฟ เตรียมกลับบ้านแล้ว ขึ้นไปรถไฟต่อ ระหว่างนั่งๆ ก็ง่วงๆ หลับๆ ตื่นๆ จนมาใกล้ๆ โยโกฮามา แต่ตอนขากลับตรงนี้ มันก็เร็วดีนะ นับๆ ไปแค่ชม.ครึ่ง โดยประมาณก็ถึงชิบุย่า นั่นเป็นเพราะอยู่ฝั่งตะวันตก อยู่แล้วนั่นเอง นั่งๆ ไป รพีก็มีโทรศัพท์เข้า พี่คนนึงที่หอพวกรพีโทรมา แล้วถามว่า ตกลงที่น้องต้นจะนัดไปกินข้าวเย็นกันวันนี้กับพี่ ยังนัดกันหรือเปล่า ต้นสะดุ้งโหยง เหอๆ ลืมไปเลย เลยเปลี่ยนแผนหมดไม่ไปไหนต่อ หาทางกลับเร็วสุดอย่างเดียว ต้นก็บอกว่า "เอาล่ะ รีบๆ กันเถอะทุกคน" (รีบไงอ่า อยู่บนรถไฟ ให้ไปบังคับขู่เข็ญคนขับรถเหรอ 55) หลังจากใช้มือถือญี่ปุ่นหาเส้นทางได้ ต้นก็แยกทางกลับไปอีกทางก่อนเพราะรีบ ส่วนรพีก็ขี้เกียจ เลยนั่งทางเดิมกลับมาด้วยกัน มาลงที่ชินากาว่าด้วยกันสามคน สุดท้ายพี่บิ๊กก็แยกกลับไปคาชิวะ ส่วนเราก็นั่งกลับกันรพี แล้วเราก็ลงก่อนที่ชิบุย่า ปิดท้ายมื้อสุดท้ายของทริปนี้ด้วย โซบะใส่ไข่แบบยืนกิน ตรงสถานีนั่นแหล่ะ (หมดตังค์แล้วไม่มีปัญญาหาของกินแพงๆ กิน) แล้วก็กลับบ้านนอนด้วยความเหน็ดเหนื่อย September 01 夏休み Part 2: (Chiba Pooh Trip) 25 Augบล้อกไปเที่ยวทะเลที่คาตาเสะ เอะโนชิม่า: http://knacky117.spaces.live.com/blog/cns!24672031C6DF122B!659.entry ตอนแรก ตั้งงใจจะอัพ บล็อกที่ไปเที่ยว ใน เอนทรี่ เดียวกัน แต่พิมพ์ไม่ไหว เลยเอาเป็นว่า แยกเป็นเรื่องๆ ละกัน เท่าที่จะมีเวลาอัพ สำหรับในตอนนี้จะเล่าถึงเรื่องที่ไปเที่ยวแถวชิบะมา ความจริงต้องบอกว่า แถวชิบะและมิอุระ ซึ่งผิดแผนการเที่ยวไป (เดี๋ยวจะเล่าต่อไปว่าทำไมถึงผิดแผนเที่ยวกันได้ เหอๆ) อีกอย่างที่ชื่อทริปนี้มีคำว่า พูห์ อยู่เพราะ ทริปนี้หมีพูห์ (หรือต้น) เป็นคนจัดการและเป็นตัวตั้งตัวตีหลักนั่นเอง คนอื่นๆ เพียงแต่ตามแผนการต้นไปเท่านั้น เริ่มด้วยการออกจากหอ ไปยังสถานีโตเกียว ใช้เวลาราวๆ ครึ่งชม. เนื่องจากตื่นสายแล้วก็เป็นคนทำอะไรตอนเช้านาน (กินข้าวก็นานกลืนไม่ลง เข้าห้องน้ำก็นาน) เลยออกจากบ้านไปค่อนข้างสาย ไปถึงเราก็รีบโทรหาต้นกับรพีทันที อยู่ไหนแล้ว (เกือบจะบอกว่า โทษทีนะ มาสาย) รพีกลับบอกว่า อ๋ออยู่ kokkaigijidoumae station - - ตกลงมันสายกว่าเราอีก นัดกัน 8..00 แต่กว่าจะมากัน ก็ 8.20 กันเข้าไปแล้ว สมาชิกในการไปเที่ยวครั้งนี้ มีตั้ง 4 คนแน่ะ อันได้แก่ ตัวข้าพเจ้า ต้นหมีพู รพี (พี่ดำ) และ พี่บิ๊ก แห่งพานาโซนิค เนื่องจากเรานัดพี่บิ๊กกันไว้ตอน 9.00 ที่ ชิบะมินาโตะ แต่ตอนนี้มันเลทแล้ว เลยต้องโทรบอกพี่เค้าก่อน ระหว่างทางไป ก็ผ่าน ดิสนีย์แลนด์ แหมอยากจะลงไปเล่นจริงๆ เลย แต่มันไม่ใช่เป้าหมายในวันนี้ เนื่องจากต้นเคยเที่ยวแล้ว เลยไม่สนใจใส่ลงในแผนการเที่ยว ในที่สุดก็นั่งรถไฟราวๆ 40 นาทีถึง ชิบะมินาโตะ เป็นสถานีใกล้ๆ ปากอ่าว เมืองชิบะ ซึ่งติดกับโตเกียวนั่นเอง ที่มาลงสถานีนี้ เพราะเราจะไปเที่ยวสถานที่แรกกันคือ ชิบะ พอร์ต ทาวเวอร์ เป็นตึกสูงๆ ที่ทำให้มองเห็น วิวได้รอบเมืองนั่นเอง ลงไปก็ต้องเดินกันพอควรทีเดียว แดดก็ร้อนอยู่มาก ถึงตอนนี้ พีจัง ก็เลยแวะเบิกตังค์เสียก่อน เดี๋ยวไม่มีเงินใช้ ระหว่างทางไปก็เจอ พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ แน่นอนว่าถูกใจ พี เป็นอันมากอยากจะเข้าไป (แต่เราเฉยๆ นะ) เลยแค่ถ่ายรูปข้างหน้าพอ แล้วก็มุ่งหน้าต่อสู่เป้าหมายคือ พอร์ท ทาวเวอร์ ไปถึงเจอคนเล่นเบสบอลคนเดียว ขว้างลูกบอลอัดบันไดอยู่ ไอ้เราก็จะถ่ายรูป เกะกะจริงๆ เหอๆ ตึกนี้ ดูเผินๆ ก็เรียบๆ ดี แต่ พอมันโด่เด่ ฐานแคบ แล้วก็ดูน่ากลัวแหะ มันจะล้มลงมาไหมนี่ หาทางเข้ากันไม่เจอตอนแรก พีจังก็บอกว่า บอกแล้วไง ”いったでしょう” เข้าไม่ได้หรอก มันน่าจะให้ดูรอบๆ แต่จริงๆ เราก็แอบคิดว่าต้องเข้าได้สิ ไม่งั้นจะโฆษณาทำแป๊ะไร ต้นเลย ใช้ความใสซื่อไปถามคุณป้าที่หลง มาเป็นเหยื่อเราพอดี ป้าบอก เข้าทางด้านใต้ไอ้หนู เลย มุดกันไปใต้ดินอีกที จนเจอทางเข้า เข้าไปเสร็จก็ซื้อตั๋วกันแล้วก็ขึ้นลิฟท์ ไปเลย คล้ายๆ ใบหยก ขึ้นลิฟท์ยาวๆ ขึ้นไป ขึ้นไปแล้วก็เจอก็จุดชมวิวรอบด้าน ก็เดินวนดูวิวในด้านต่างๆ ทิศต่างๆ ของตึกเห็นไปไกลดีเหมือนกันแฮะ เห็นถนนแล้วนึกถึง ซิมซิตี้จริงๆ เหมือนได้เล่นเกมอีกรอบ ดูวิว ถ่ายรูปกันจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็ลงลิฟท์กันลงมา แล้วตอบคำถามชิงรางวัล นินเทนโด ดีเอส (จะได้เร้อ) แล้วก็ออกมา คนอื่นๆ ก็ซื้อไอติมนมกินกันอย่างอร่อย แต่เราท้องไม่ค่อยดีตอนนั้น เลยชิมๆ เค้าเอา เสร็จแล้วก็ลัดเลาะไปตามสวนสาธารณะตรงนั้น ออกไปยังถนนใหญ่ แล้วเดินตากแดด กลับสถานีไป สู่เป้าหมายถัดไป คือ ปราสาทชิบะ นั่งรถไฟมาลงกลางเมืองชิบะ โอ้ ถึงตัวเมืองแล้ว ไม่บ้านนอกแล้ว จริงๆ ตรงที่ไปก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้บ้านนอกมากหรอก แต่รุ้สึกสิ่งปลูกสร้างมันปลูกห่างกันมากแค่นั้นเอง มันอารมณ์ชานเมืองๆ กทม. อ่า แต่ เมืองชิบะ เป็นเมืองก็จริง แต่คน ก็น้อย จริงๆ ไม่รุ้เพราะคนน้อย หรือ มันร้อน คนไม่ออกมาเดิน หรือทั้งสองอย่าง หลังจากเดินกันไปสักพัก ก็ถึงตัวปราสาทแล้ว ไม่ไกลมาก ไปถึงก็แซวกับรพีเล่นว่านี่เป็นปราสาทอะไร (พักนี้กำลังบ้าดู เซนต์เซย่ากัน) เถียงไปเถียงมา เห็นรูปด้านล่าง คนที่ดูการ์ตูนเรื่องนี้ คงจะรู้ว่า รูปปั้นข้างล่างมันน่าจะแทนปราสาทอะไร เหอๆ เข้าไปในปราสาทแล้ว ก็เหมือนที่ต้นบอก ก็คือ ข้างในมันโละทิ้งกลายเป็นพิพิธภัณฑ์หมดแล้ว เหมือนที่โอซากาเลย เหมือนคนญี่ปุ่นไม่ชอบอนุรักษ์ของเก่ามากหรือเปล่านะ แต่ข้างในก็เก็บชุดเกราะนักรบ อาวุธ อุปกรณ์ไว้มากมายทีเดียว รวมๆ ที่นี่ก็ไม่มีอารายมาก คนชอบประวัติศาสตร์อย่างต้น กับพี ก็คงชอบหน่อย เห็นถกกันได้เป็นฉากๆ (เราไม่ค่อยมีความรู้น่ะ 55) สังเกตว่าไม่พูดถึงพี่บิ๊ก เพราะพี่แกไม่ค่อยพูด เลยไม่รุ้ว่าคิดยังไงบ้าง 55 พอเที่ยวตรงนี้เสร็จ ถ่ายรูปอะไรกันเป็นพิธีแล้วก็ออกมา (รูปถ่ายทริปนี้ มักจะเป็น C(4,3) นะครับ เพราะหาคนถ่ายรวมให้ลำบาก เลยต้องเสีสยสละคนนึงถ่ายให้ เลยกลายเป็นสี่เลือกสามซะงั้น) แล้วก็ไปหาข้าวเที่ยงกินกันในตัวเมือง ระหว่างเดินทางในตัวเวมืองนี้ ก็ใช้รถโมโนเรลของเมืองชิบะในการสัญจรนะครับ เพราะให้บรรยากาศอีกแบบดี รถมีแค่สองโบกี้ แอร์เย็นฉ่ำ สบายมาก ข้าวเที่ยงที่กินก็เป็น ชุดข้าวเทมปุระในร้านอาหารของห้าง มื้อนี้เราไม่ได้เลือกมาก เพราะเลทกันมาแล้ว เห็นอันไหนใช้ได้ ก็เข้าไปกินเลย มื้อนี้ก็เสียไป ราวๆ พันเยน กินเสร็จ ก็ถึงเวลานั่งรถยาวๆ ซะที สถานที่ปลายทางของวันนี้ก็คือ สถานีฮามะคานะยะ และที่ที่จะเที่ยวก็คือ โนโคกิริยาม่า นั่นเอง ระหว่างนั่งรถ เราก็ใช้ต้นให้คอยดูทาง แต่ละคนก็หลับกันไปคนละทิศละทาง เราก็จะตื่นเป็นพักๆ พี ก็จะตื่นเป็นพักๆ เช่นกัน มาถึงปุ๊บ ลงจากรถไฟ โอ้ววววววววววววววว นี่ล่ะ บ้านนอกของจริง 55 มันช่างเงียบอะไรขนาดนี้ (แต่บ้านนอกญี่ปุ่น สิ่งปลูกสร้างก็ยังดีนะ มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากอยู่) หลักฐานความบ้านนอกดูได้จากการที่สถานีนั้นนไม่มีเครื่องอ่านตั๋วของเราแล้ว ต้องให้ พนักงานใช้เครื่องอ่านอ่านมูลค่าตั๋วเรา และจ่ายตังค์สดๆ แล้วไปเช็คตั๋วว่าออก ที่สถานีที่มีเครื่องอ่านเอา พอออกมา ก็ถ่ายรูปกันตามอัธยาศัยเสร็จแล้วก็เดินเลาะถนนที่สร้างเลียดหาดไปยัง โนโคกิริยามา ซึ่งเป็นสถานที่ที่รวบรวมรูปปั้นพระพุทธรูป เป็นหลัก มีทั้งพระองค์ใหญ่ เจ้าแม่กวนอิม และพระโพธิสัตว์อีกหลายๆ แบบ แต่ดูไปๆ บางส่วนเหมือนเค้าเอามาตั้งเอง มากกว่าจะเป็นธรรมชาติแหะ แต่เอาเถอะ เรามีหน้าที่ดูก็ดูไป ก่อนจะไปบนเขานี้ เราก็ต้องขึ้นกระเช้าขึ้นไป ซึ่งเสียตังค์เกือบพันเยน ดูวิวก็ดูได้นิดหน่อย แต่ก็ดีกว่า ปีนขึ้นไปตรงๆ เพราะคงเหนื่อยตาย อากาศวันนั้นก็ร้อนได้ที่ทีเดียว พอนั่งกระเช้าขึ้นไปถึงก็เจอฝูงแมวมากมาย มันถูกเลี้ยงอยู่ข้างบนนี้ แล้วก็ออกลูกหลานเต็มไปหมด พอเราพร้อมกันแล้วเราก็ออกเดินทางกันตามแผนที่ที่เค้าให้มาพร้อมกับตั๋ววค่าเข้า เข้าไปแล้วเราก็ตัดสินใจกันว่าจะไปที่ ไดบุทสึ หรือพระองค์ใหญ่ก่อน เพราะน่าจเป็นไฮไลท์ของการเที่ยวที่นี่ ระหว่างทางไป ช่วงแรกๆ เราก็ได้เห็นคนที่ไปมาแล้วกลับมา เหงื่อแตกกันเป็นแถบๆ แถมบางคนก็พูดว่า "ซุโก้ย ชาเลนจิ" แปลว่าท้าทายมากๆ เลยนะเนี่ย เราก็เริ่มเอะใจกันว่า หา มันลำบากขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ก็ยังเฉยๆ กันอยู่ เพราะรู้สึกว่า แค่ เดินขึ้นๆ ลงๆ ไปดูพระ มันจะลำบากอะไรกันนักหนา พอเดินไปๆ ก็ อื่ม แอบเริ่มเหนื่อยแฮะ ขึ้นลงๆ ไอ้ตอนลง นี่ ก็รู้สึกว่า เดี๋ยวมันต้องขึ้นอีก คงตาย แน่ๆ พอไปถึงพระองค์ใหญ่ซึ่งมีขนาดน่าจะใหญ่กว่าที่เคยไปชมที่คามาคุระ ก็รู้สึกเหนื่อยพอควร แต่ยังไม่สุดๆ ก็ถ่ายรูปกัน แล้วก็ดูของที่ระลึก พักเหนื่อย แล้วก็ปรึกษากันต่อว่า จะไปทางไหนกันต่อดี เพราะมันต้องไปอีกไกล แถมเหนื่อยแล้ว แล้วก็เริ่มเย็นแล้ว แล้วก็กลัวว่าถ้า กลับไม่ทันกระเช้า จะต้องเดินลง (ไม่ไหวนะ) เลยประชุมกันว่าจะขึ้นทางตรงๆ (คือเดินขึ้นแบบดิ่งๆ ขึ้นไปเลย เพื่อดูพระ 1500 องค์ กับ จุดชมวิว) ตอนแรก ต้นก็บ่นอย่างแรง เพราะเหนื่อยแล้ว บอกให้ไปอีกทาง แต่ อีกสามคนบอกว่า จะอ้อมไปทำไม หมีพู เลยจำใจต้องทำตามพวกเรา เหอๆ การปีนขึ้นกลับไปรวดเดียวนั้นไม่ง่ายเลย เหนื่อยแห่กๆ หัวใจรัวกันมาก และก็เหมือนเดิมก็แซวกันกับรพี ด้วยมุขเซย์ย่าว่าพวกเซย์ย่าน่าสงสารนะ กว่าจะปีนไปปราสาทถัดไปได้ ก็หมดแรงสู้แล้ว แต่อารมณ์มันเป็นแบบนั้นจริงๆ แม้จะเป็นสถานที่เที่ยวแบบต่างจังหวัด แต่เค้าสร้างบันได อะไรไว้ให้อย่างดีมาก ให้อารมณ์เหมือนกำลังปีนไปสิบสองปราสาทในการ์ตูน ต้นบอกว่า โอ้ว เราเสียตั้ง แค่ 600 เยน ได้มาฟิตเนสกันนะเนี่ย หลังจากเดินผ่าน 1500 พระพุทธรุปไป เราก็กลับมาถึงทางเข้าเดิม ก็เลยแวะเช็คเวลารถกระเช้าก่อน เดี๋ยวตกรถ ปรากฏว่ารถหมด 6 โมงเย็น ตอนนั้นแค่ 5 โมงเลยตัดสินใจเดินไปที่รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม (หรือเปล่าจำไม่ได้อ่ะ) ซึ่งเป็นอะไรที่เหมือนคนมาแกะสลักไว้มากๆ คือ ผนัง อะไรพวกนี้ มันเรียบแป้โคตรๆ เหอๆ ทำกันได้อย่างเนียน แต่ทิวทัศน์ตรงนั้นมันก็สวยดีจริงๆ พอไปเสร็จ ก็ยังเหลือเวลา เลยบอกว่าไหนๆ ก็ไหนๆ ไปจุดสูงสุดเลยละกัน เป็นจุดชมวิวสูงสุดของเขานี้ ขึ้นไปก็โอ้ว สวยจริงๆ มันดูธรรมชาาติมากๆ ป่าก็ดูทึบดีทีเดียว ตอนนั้นก็เย็นแล้ว แดดเลยไม่ร้อนมาก ก็ได้ถ่ายรูปแบบสบายๆ เสร็จปุ๊บก็ลงเขาด้วยกระเช้าเลย เพื่อไปหาอะไรกินเป็นข้าวเย็น ช่วงขากลับลงมาจะไปสถานีรถไฟเพื่อจะไปที่พักที่ต้นจองทางเน็ตไว้ที่สถานีนึง (รู้สึกจะชื่อ โก้ย) ที่ผ่านมาแล้ว ก็คุยๆ กันว่า หรือจะหาที่พักแถวนี้ดีเพราะเหนือยแล้ว พอดีเจอ เรียวคัง (โรงแรมแบบญี่ปุ่น) เจ้านึงมันโฆษณาเยอะดี พี่บิ๊กเลยบอกว่าไม่เคยพักแบบนี้ ถ้าราคาไม่แพงกว่าที่ต้นจองมาก พักแบบนี้ดีกว่าไหม เราก็สนใจขึ้นมาบ้าง เลยไปถามราคาดู ปรากฏว่า ราคาแพงกว่าแต่ไม่มาก ก็เลยอยากต่อราคาแต่เค้าก็ลดให้ได้ไม่มาก แต่ป้าแกใจดีแนะนำว่า มีอีกที่ใกล้ๆ เซเว่น แถวนี้ น่าจะถูกกว่า เราก็เลยคิดว่าลองไปดูกันก่อนดีกว่า ช่วงที่เดินๆ ไป ฟ้ามันก็มืดๆ ลงทุกที แถมรถไฟแถวบ้านนอกนี่ ชม.นึง มาขบวนเดียว ถ้าพลาดไป ต้องรออีกอย่างน้อย 1/2 ชม. เลยต้องตัดสินใจวางแผนเวลากันพอควร ไม่งั้นจะไปถึงที่พักดึกเกินแล้วจะเหนื่อย ไปถึงที่ที่ป้าคนก่อนแนะนำให้ ก็เป็นโรงแรมที่ดูเล็กกว่า เข้าไปกว่าจะเรียกเจ้าของลงมาได้ ก็ไปเรียกผิด ไปถามแขกที่มาพักซะงั้น (หน้าแตกกันตามระเบียบ) สุดท้ายปรากฏว่ามันเต็มครับ เลยตัดสินใจกันไปกินข้าวเย็นก่อน ค่อยว่ากัน มื้อเย็นของวันนี้ก็คือ สกายลาร์ค กัสท์ แถวนั้น เมนูก็เป็นพวกเสต๊ก แฮมเบิร์ก ตระกูลนั้น ที่อร่อยพอใช้ได้ แต่ปริมาณน้อยไปหน่อย ระหว่างนั้น เลยตัดสินใจกันว่าพักเรียวคังที่นี่ เหอะ ไหนๆ ก็ไม่ได้แพงกว่ามาก แล้วก็ไม่มีใครเคยพักด้วย พี่บิ๊กกับต้นเลยอาศัยเวลาที่รออาหาร เดินกลับไปจองให้ ระหว่างนั้นอาหารก็เสิร์ฟ เราก็กินกันจะหมดแล้ว สองคนนั้นค่อยได้กลับมา ได้ความว่าจองแบบไม่เอาอาหารเช้า ราคา 5150 เยน เป็นห้องไม่มีห้องน้ำในตัว ก็ไม่เป็นไร กินเสร็จก็เดินกลับมา แล้วก็เถียงๆ กันเรื่องกินเล็กน้อยตามประสาพีจังกับต้น (มาที่นี่ ต้น ตั๋ม พี จะเถียงกันเป็นปกติ) รายละเอียดขอไม่พูดนะครับ เดี๋ยวโดนเจ้าตัวหาว่าเอามาเผา อิอิ (แค่นี้ก็เผาไปเยอะละ) กลับมาถึงที่พัก เย้ ได้พักเรียวคังแล้ว เข้าไป เค้าก็แนะนำพาขึ้นไปที่ห้องพัก (ห้องแม่งเหลือเยอะจริงๆ ท่าทางที่นี่จะใหญ่ ไม่น่าเต็มง่ายๆ) เข้าไป ก็พบห้องแบบญี่ปุ่น โอ้ นี่แหล่ะที่เราค้นหามานาน เหอๆ มานี่ ยังเจอแต่อะไรที่เป็นเทคโนโลยีๆ ยังไม่ได้เจอพื้นบ้านญี่ปุ่นบ้างเลย เลยได้พักซะที นั่งพักอืดกันได้สักพัก พี่บิ๊กก็บอกว่าไปอาบน้ำเหอะ จะได้มานอนสบายๆ ซึ่งก็เห็นด้วย เพราะตัวมันเหม็นเหงื่อโคตรๆ แล้ว ก็เลยไปอาบน้ำกันสามคน คือพี่บิ๊ก เราและ รพี เนื่องจากไม่มีห้องน้ำในตัว ที่คิดไว้ก็คือ ห้องน้ำรวมแบบในการ์ตูน ในหนังน่ะแหละ ซึ่งต้นก็ยังไม่ self พอเลยขอไปรอบหลังดีกว่า ไปกันสามคน เข้าไปถึงจะเป็นห้องล็อกเกอร์ ซึ่งแยกประตูชายกับหญิง (สงสัยจังว่า ถ้ามีคนเปิดผิดไปห้องผู้หญิงนี่แย่เลยนะ มันไม่ค่อยมีอะไรกั้นเท่าไร) ตรงห้องล็อกเกอร์ ตามธรรมเนียมก็คือแก้ผ้าน่ะแหละ แล้วเอาผ้าผืนเล็กเข้าไปอย่างเดียว ผ้านี้ ใช้ถูตัวก็ได้ ใช้ปิดส่วนสำคัญก็ได้ แล้วแต่ใครอยากใช้ทำไร (คงนึกภาพกันออกเนอะๆ) เข้าไป ก็มุมใครมุมมันครับ (ดีแล้วที่ต้นไม่มา เพราะมันมีสามมุม ถ้าต้นมา ตามหลัก pegion hole ที่เรียนในวิชา discrete math แล้วจะต้องมีสองคนที่อยู่มุมเดียวกันนะคร้าบ) ต่างคนต่างอาบกันไป เสร็จแล้วก็ค่อยลงน้ำร้อนทีละคน ระหว่างนี้ก็มีแก๊งค์หัวโล้นมาอาบน้ำ มีคนนึงเอามีดโกนมาโกนหัวซะตอนอาบเลย พอลงอ่างแล้ว เราก็สามารถเอาผ้าขึ้นมาโปะหัว ปะหน้าได้เหมือนในการ์ตูนละ เพราะพื้นบ่อมันมืดๆ น้ำกระเพื่อมๆ ไม่มีใครเห็นอะไรใครแล้ว อาบเสร็จแล้ว ขึ้นมาก็ใส่ยูกาตะแล้วกลับไปที่ห้องพัก โอ้ ตัวยังร้อนๆ อยู่เลย แต่อยากบอกว่ามันสบายมากๆ เลยล่ะ สบายสุดๆ (แต่รู้สึกง่วงนอนอยากพักผ่อนด้วยพร้อมๆ กัน ไม่รุ้เพราะเหนื่อย หรือเพราะน้ำร้อนด้วย) มานั่งดูทีวี อ่านหนังสือเล่นกันสักพัก ก็เริ่มง่วง ไปทีละคน แล้วรพีก็ปิดไฟนอนเป็นคนสุดท้าย เป็นอันจบวันอันแสนเหนื่อยล้า แต่สนุกสนานไป |
|
|