Thanet's profileFiboKnackyPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    May 07

    เราขี้เกียจเรียน.........

    ดูชื่อแล้วอย่าพึ่งตกใจว่า แน็กกี้จะวางมือจากวงการ เหอๆ
    ที่บอกว่า ไม่อยากเรียน หรือข้เกียจเรียนคือ ขี้เกียจเรียน coursework หรือวิชาในภาค ต่างๆ นานา นันเอง
    เหตุผลนั้น มีอยู่ ค่อยๆ อธิบายให้ฟังละกัน
     
    สืบเนื่องจากประสบการณ์ หนึ่งปีที่ผ่านมา มีหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต ซึ่งไว้เราจะสรุปเล่นๆ ให้ดูกัน เมื่อทราบผลของอะไรบางอย่าง ที่เราได้ทำไว้เป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งจะรู้เร็วๆ นี้ (อีกสองสัปดาห์) เมื่อรู้แล้ว จะสรุปสิ่งที่ผ่านมา และได้พบเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งถือว่าเป็นปีที่ทำอะไรมากที่สุดใน ชีวิตป.ตรี แล้ว (ปีสี่คงไม่ทำเยอะขนาดนี้)
     
    นอกจากนี้ ยังมี ช่วงที่ผ่านมา ได้ฟังบรรยายจากหลายต่อหลายคน ตั้งแต่ เสวนานักวิจัย เมื่อเดือน มีนา (ที่พึ่งจะลงข่าวในนสพ. late โคตร) ฟังบรรยายจากอ.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สดๆ ร้อนๆ ก็เป็น เมื่อสองวันที่ผ่าน (ของค่าย jstp ระยะยาว เค้าเชิญ เด็กนำร่องฯ ไปฟังด้วย เราก็เลยได้ฟัง ทั้งๆ ที่ยังไม่ระยะยาว) ก็มี ศ.ดร.ยอดหทัย, ดร.ถิรพัฒน์, ศ.นพ.อภิวัฒน์, ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน, ศ.ดร.ปราโมทย์ เดชะอำไพ (คนนี้ ดังในวงการหนังสือ numerical analysis มาก เด็กวิดวะ คงรุ้จักดี ตอนเราเรียนปีสอง เห็นเพื่อนบางคนก็ซื้อหนังสือเค้า เพราะเป็นเล่มเดียวทางด้านนี้ที่เป็นภาษาไทย ไม่งั้นต้องอ่าน text)
     
    แต่ละคนมีสไตล์การพูดไม่เหมือนกัน ที่ชอบ ก็มี อ.ยอดหทัย เพราะ แนวดี ฟังไม่ง่วง อ.ปราโมทย์ เค้าดูเป็น well-educated person ดีอ่ะ ดูภูมิฐาน สุภาพ อย่างที่เขียน ใน cv เค้าจริงๆ อ.สุทัศน์ นี่ก็จิกเก่งดี 555 มีให้เบิกทวาร เบิกเนตร ด้วย โดยรวมๆ แล้วมันเกี่ยวกับการเป็นนักวิจัยน่ะแหล่ะ ซึ่งแม้แต่ เด็ก jstp ระยะยาว (ที่จะเป็นนักวิจัยในอนาคตเอง) ก็ยัง นั่งหลับ 555 แต่สาระ มันก็ดี จริงๆ นะ ขอยืนยัน
     
    บวกกับ ช่วงนี้ได้ไปฝึกงานที่ biotec (ต้องเรียกว่า ฝึกวิจัย น่าจะดูถูกกว่า เพราะเหมือนเราไม่ได้เป็นคนทำงานอ่ะ เหมือนนักศึกษา ฝึกเรียน ฝึกวิจัย มากกว่ามาก) ก็เริ่มซึมซับ เรียนรู้ ชีวิตนักวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่พบก็คือ.....
     
    "เราขี้เกียจเรียน (course ที่มหาลัย)" เหตุผลน่ะหรือ ไม่ใช่เพราะอ.พี่เลี้ยง เราพูดกรอกหูหรอก ส่วนนึงเพราะเราคิดงั้นและรุ้สึกงั้นเองจริงๆ มากกว่า ซึ่งเดี๋ยวจะแจงเป็นข้อ ๆเพื่อความง่าย ในการอ่าน เหอๆ
     
    1.  เรียน coursework เสียเวลามากกกกกกกกกกก เรียน 1 เทอม กว่าจะจบ จบแล้วรู้อะไรบ้าง? บางวิชาก็รู้ แหล่ะ บางวิชาก็เหมือนย่ำกับที่ (แต่ถูกบังคับเรียน) บางวิชารู้ แต่ยังไม่ได้ใช้ทันทีก็ลืม (อันนี้ก็อาจจะดี ในอนาคต ในแง่ว่าเราพอรู้มาก่อน ก็ปัดฝุ่นๆ ได้ใช้) ที่พูดมาไม่ได้แปลว่า อ.สอนไม่ดี แต่บางทีเรารู้สึกว่าไม่ตรงแนววิชานั้นๆ แต่ไม่รุ้จะบอกยังไง พูดไปจะหาว่าด่าภาคตัวเอง 555 คือ น่าจะมีอ. พอรุ้สึกได้บ้างว่า เด็กภาคเรา ขาดคนเก่ง คนกระตือรือร้น บางคนเข้ามาแล้ว ซิ่วไป เหตุผล เพราะ ของที่ขาย (สิ่งที่ให้เด็กเรียน) ไม่ตอบสนองต่อความต้องการ คนซื้อ (นิสิตที่เข้ามา) ซึ่งน่าเสียดายมากๆ เด็กเหล่านี้ หลายๆ คนเป็นกำลังของภาค ของจุฬาฯ ได้ดี ทีเดียว แต่เค้าก็หนีไปหาที่อื่นแทน
     
    2.          ภาคเราไม่ตอบโจทย์สำหรับ คนที่อยากเป็น developer จริงๆ หรือทำงานด้านคอมฯ จริงๆ แบบแนวๆ ธุรกิจหรือบริษัทได้เต็มที่ (เราเชื่อว่า มีคนในภาคเราอยากเป็นแบบนี้ อย่างน้อยครึ่งนึง คืออยากทำงาน หาตังค์ รวยๆ) กล่าวคือ ไม่สนับสนุนการนำสิ่งที่เรียนไปใช้จริงนัก ต่อให้บอกว่า อยากให้เด็กขวนขวายเอง แต่ก็อย่างที่เห็น หาเองจริงๆ เป็นกี่คน อย่างน้อยๆ น่าจะมาช่วยกระตุ้นกันก่อนมากกว่านี้ สิ่งหนึ่งทีเห้นคือ อ.เองก็เป็นนักวิชาการ เลยไม่ค่อยมีโอกาสหาความรู้ด้านเทคโนฯ ใหม่ๆ เข้าตัว เลยไม่รุ้จะสอนอะไรเด็ก ด้านนั้นด้วย (คือรู้ทฤษฎี รู้หลักการอย่างดีแหล่ะ) สิ่งนี้ จะเรียกว่าความผิดอ.ก็คงไม่ถูก แต่น่าจะมีคนที่ หาอะไรใหม่ๆ เล่น เยอะๆ บ้าง จะได้แนะนำเด็ก กระตุ้นเด็กทางนี้ได้มากหน่อย
             และภาคเราก็ไม่ตอบโจทย์ สำหรับคนอยากเป็นนักวิจัยอีก สิ่งที่เป้นเรื่องจริงก็คือ นิสิตป.โท ป.เอก ได้ทำวิจัยอย่างเดียว (ฉันก็อยากทำนะ) บางคนอาจะเถียงว่า ไม่ไปขวนขวายหาอ. ล่ะ มันก็ใช่ที่เราควรทำเอง แต่ จะดีกว่ามั้ย ถ้าอ. ก็ร่วมมือ เปิดโอกาส และชักชวนเด็กมาทำด้วย เป้นการช่วยกัน ในความคิดเรา สำหรับวงการวิชาการ ไม่มีคำว่า อ. ลุกศิษย์แล้วมัวแต่ถือตัว อย่างเดียว มันน่าจะเป็นคำว่าเพื่อนร่วมงาน ร่วมคิด ร่วมวิจัย สิ่งทีได้ จะได้ทั้งสองฝ่าย (ที่พุดไม่ได้ว่า ไม่นับถือกันเป็นผู้ใหญ่ ด้านคุณธรรมก็ยังเหมือนเดิมแหล่ะ) ที่เราพบในการไปฝึกงานคือ การร่วมมือกันทำวิจัยจริงๆ มากกว่าที่เป็นในภาคตอนนี้ สิ่งที่เห็น ไม่ใช่เพราะตัวเราอย่างเดียว แต่ก็รุ้มาว่า รุ่นพี่รุ่นก่อนๆ บางคน เค้าดูไม่วิชาการมาก แต่จริงๆ เค้าก็แอบอยากทำวิจัยกันหลายคน (ดูจาก senior proj เค้า) แต่กว่าจะได้มาทำ มารุ้ ก็ปาเข้าไป ตอนปีสี่ละ เคยมีคนบอกว่า หลายๆ คนที่ไม่เรียน com sci ต่อ เพราะมีความล้มเหลว ในการทำ senior proj ด้านคอมฯ หรือไม่ได้รับการปลูกฝัง หรือสร้างทัศนคติที่ดีในการวิจัย แก่ตัวเค้า เมื่ออยู่ปีสี่ ทำให้เอียน และเกลียดการวิจัยไปเลยว่าเป็นสิ่งที่ยาก
     
    3.  เขียนไปเขียนมา ดูไม่เป็นข้อ ๆตามเหตุผลเท่าไร แต่เป็นข้อๆ ตามการอธิบายแทน เหอๆ
    จากที่บอกคือ เรียน course work เสียเวลาสำหรัเบรา เช่น กว่าจะเรียน OO จบ ก็เสียเวลานานมาก (ถ้าเทียบกับการอ่านเองแล้วไปถามคนรุ้ ถ้ามีสมาธิ บวกว่างๆ มันคงเร็วกว่าเยอะ) เท่าที่ผ่านการอบรมการเรียนมา รุ้สึกว่า การอบรมเชิงปฏิบัติการเป็นช่วงๆ มันเวิร์กกว่า เช่น ถ้าเราทำได้แบบคณะแพทย์ เรียนเป็นเรื่องๆ เรื่องละสองสามสัปดาห์ มันคงดีกว่า เพราะเข้มข้น ไม่หลุดประเด็นมาก แต่ข้อเสียก็มีคือ อาจจะลืมไปเลย พอจบ ไม่ก็อาจจะเบื่อก่อน (แต่เราไม่เบื่อง่ะ)
             แล้วที่รุ้สึกคือ พอทำวิจัย ประสบการณ์ที่ได้มันเยอะกว่า อารมเหมือน ทำ proj software อันนึง skill ด้านต่างๆ ในภาษา โปรแกรมนั้น จะเยอะขึ้นมาก เมื่อเราทำวิจัย เราไม่รุ้เรื่องไหน เราหาเรื่องนั้น มัน ได้ ตรงจุด ตรงประเด็นกว่าเยอะอ่ะ
     
              ที่เขียนมาทั้งหมดเนี่ย อย่าเพิ่งคิดว่าเราจะไม่สนใจเรียนแล้ว เพราะกิเลสที่จะเอา 4.00 ดังนั้น จึงบังคับให้เราเรียนต่อไป 5555 แม้ว่าบางวิชา ต้องท่องถึกๆ (สำหรับเรา เป็นสิ่งที่แย่ ที่ต้องทำงั้น) ในวิชาที่ไม่ควรจะต้องท่อง จริง ๆ ส่วนหนึ่งเข้าใจน้องชา (น้องภาคสุดยอด) เหมือนกัน ว่าเค้าคิดไง ถึงไม่อยากเรียนแล้ว เพราะบางอย่างมันไม่เกี่ยวข้องกับเค้าที่ต้องใช้ ต้องทำงานในงานที่เค้าอยากทำต่อ แต่ทำไงได้ ก็เราอยากได้ เกรดสวยๆ อ่ะ ปีสุดท้าย มันก็เสียดายเป็นธรรมดา ยังไงๆ เราก็คงถึกท่อง ถึกเรียน ต่อไป 555
     
    ปล. แอบทึ่ง เพื่อนเกย์ช่างไฟ ที่มัน เขียน proposal ได้สำเร็จ (มี ref เป็น article ภาษาอังกฤษด้วย โอ้ว มันอ่านจริงๆ หรือนี่)