Thanet's profileFiboKnackyPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 02

    ครบรอบ 1 ปี กับการมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น

    ช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มต้นหลายๆ อย่างในญี่ปุ่น เพราะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระเบ่งบาน ถึงเป็นฤกษ์ยามอันดี ในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ครับ หลายๆ คนที่ไทย ที่จะมาเรียนญี่ปุ่นก็ได้เริ่มเดินทางมาบ้างแล้ว (เช่นเด็กทุนพานา) อีกหลายคนมาเมื่อวานนี้ (เด็กทุนมองฯ) เราก็ได้ไปอ่านบางบล็อกของคนเหล่านั้น หลายๆ คนต้องจากที่ทำงานเก่า ก็เศร้า ใจหายกันไป บางคนจบแล้วมาเลย (เหมือนเราปีก่อน) ก็อาจจะอาลัยเพื่อนๆ นิดหน่อยถึงปานกลาง วันนี้เป็นวันครบรอบที่เดินทางมาศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นของเราพอดี (ใครอ่านบล็อกพี่บิ๊กมาแล้ว จะรู้อย่างไม่ต้องสงสัยว่าเป็นบล็อกเลียนแบบ 55 แต่เราคงไม่เขียนซึ้งๆ แบบพี่บิ๊กหรอกครับ) ดูจากเวลาที่เริ่มเขียนบล็อกนี้ (หวังว่าจะเป็นบล็อกที่ไม่ยาว) ก็เป็นเวลาที่เครื่องของ jal (จำเบอร์ไฟลท์ไม่ได้) ลงที่นาริตะพอดี (เวลาใกล้เคียงมาก คือ ราวๆ 4 โมงเย็น) ในวันที่ 2 เมษายน ปี 2007 มาถึงวันนี้ก็ครบรอบหนึ่งปีพอดี มีเรื่องราวหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย ดังต่อไปนี้

    1. ได้เรียนภาษาญี่ปุ่น แบบจริงจัง(มาก) ในช่วงสามสี่เดือนแรก เพราะเป็นคอร์สแบบเข้มข้นของโตได
      • ตอนก่อนมาก็เรียนแบบจริงจังนะ (แบบส่วนตัวกับอ.คนญี่ปุ่นเลย) แต่เน้นฟัง กับแกรมมา เสียมากกว่า พูดกับเขียนนั้น อ่อนด้อยมาก (ตอนนั้นยังไม่รู้สไตล์ด้วยซ้ำว่า จะเขียนยาวๆ เชื่อมประโยคยังไงดี ตอนนี้ก็ไม่ได้รู้ดีนัก แต่ก็ดีกว่าตอนนั้นมากๆ) มาถึงแล็บครั้งแรก เจอคนที่แล็บรู้ว่าเค้าจะไปเที่ยวไทย จะบอกให้ชิมต้มยำกุ้งเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า tom yum kun を食べてみてください ง่ายๆ แค่นี้ ก็พูดไม่ออก นึกนานมาก ทั้งๆ ที่รู้แกรมมาร์มัน อ่านปุ๊บ เข้าใจ ยิ่งกว่านั้น ไปเจอคนในมินิมาร์ท พ่นๆ ไรไม่รู้ ฟังยากมาก เร็วจี๋ (ตอนนี้รู้เรื่องแล้ว เพราะรูปแบบซ้ำๆ) ตอนนั้นมาแรกๆ ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ หรือช็อกกับวัฒนธรรมอะไรของเขานัก (บางคนเตือนมาว่าอาจมี culture shock บ้าง) เพราะวัฒนธรรมเขากับเราเหมือนๆ กันแหล่ะ ต่างเล็กน้อย เรื่องซดโซบะเสียงดัง กับอาบน้ำรวม นอกนั้นก็เคารพผู้ใหญ่เหมือนกัน (อาจจะมากกว่าเราด้วย) (รู้สึกนอกเรื่องเป็นแบบบล็อกต้นไปแล้วแฮะ หัวข้อนี้จะเขียนเรื่องเรียนภาษานี่หว่า)
      • สรุปคือ สามเดือนที่เรียนภาษาแบบเข้มๆ กับอ.หลายๆ คน ผ่านหลายๆ คลาสมันทำให้เราแกร่งขึ้น (ในด้านภาษานะ) จบคอร์ส แม้จะยังพูดไม่ได้คล่องสุดๆ (ตอนนี้ก็ยังติดๆ ผิดๆ ถูกๆ) แต่ก็ดีกว่าตอนแรกที่พูดอะไรไม่ได้แม้สักคำ ต้องขอบคุณอ.เหล่านั้นมาก มันช่วยได้มากจริงๆ กับการเรียนภาษาทุกวันๆ และได้เจอของจริง
      • เราพบว่า เราชอบเรียนภาษามากๆ เลยล่ะ ไม่ว่าจะอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน (ความชอบก่อนจะเข้าสายวิทย์มันยังคงอยู่ถึงบัดนี้นะ) ถ้าคนที่สนิทระดับนึงจะรู้ว่า จริงๆ แล้ว เราชอบเรียนภาษามาก่อนมากๆ และเคยเกลียดเลข และเฉยๆ กับวิทย์มาก่อน ให้เรียนภาษาญี่ปุ่นเฉยๆ อีกปีนึงก็ทำได้อ่า มันสนุกจริงๆ เวลาที่เราสื่อสารกับคนได้มากขึ้นๆ อ่านหนังสือเข้าใจมากขึ้นๆ
    2. ได้จัดการชีวิตตัวเองแบบเต็มๆ ตัว
      • ก่อนหน้านี้ อยู่ไทย ก็มีทุกอย่างให้ครับ ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ อยู่นี่ต้องทำอาหารเอง ซื้อกินเอง หากินตอนเช้าเอง ลำบากขึ้น (แต่ไม่ได้รู้สึกท้อแท้เหงาใจขนาดนั้น) ที่ทนได้ก็เพราะทำใจมาแล้ว (นอกเรื่องหน่อยนะ) มีพี่คนนึงที่อัสสัมเคยบอกว่า ตอนจะไปค่ายรด. ให้ทำใจว่าต้องไปลำบาก แล้วจะไม่ค่อยเครียดมาก ตอนนั้นได้ผลจริงๆ แฮะ รู้ว่าจะลำบาก เวลาเจอลำบาก เลยคิดว่า ลำบากกว่านี้อีกสิ แค่นี้เองเหรอ (เหมือนคนโรคจิต) ดังนั้น มาเรียนคราวนี้เลยรู้สึกว่า ลำบากไม่เยอะจนท้อใจขนาดนั้น อีกอย่างคิดอีกแง่ เพื่อนๆ เราหลายคนก็เป็นเด็ก ตจว. มาเรียนจุฬาฯ เค้าก็ต้องทำอะไรเองอยู่แล้วเหมือนกัน เค้ายังทำกันได้ เพราะงั้น ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ
      • เรื่อง homesick ดูเหมือนจะเลี่ยงไม่ได้ สำหรับคนไกลบ้านเกือบทุกคน เราก็เป็น แต่เพียงเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับคนอื่น และเป็นแค่เวลาสั้นๆ สำหรับเราแล้วเหมือนอาการเครียดสะสม แบบไม่รู้ตัวมากกว่า เพราะต้องจัดการชีวิตทุกอย่างในทุกด้าน เป็นอาการไม่ชินกับสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ รถไฟแน่นๆ ฯลฯ แต่ได้ข่าวว่าเพื่อนๆ หลายคนที่มา แรกๆ นั้น โฮมซิกกันเป็นแถบๆ บางคนก็คิดถึงครอบครัว บางคนก็คิดถึงแฟน ฯลฯ ส่วนเรา อยู่หอคนเดียว วันๆ ก็เรียนภาษา (ของชอบนี่หว่า) แล้วก็ดูวิดีโอดรากอนบอลที่เอามาตอนนั้น ไปพลางๆ เลยไม่เหงามากสุดๆ
      • ใครที่ตามอ่านบล็อกมา หรือเป็นเพื่อนในญี่ปุ่น คงรู้อยู่แล้วว่าเราต้องย้ายบ้านไปแถบคาชิวะเพราะใกล้แล็บ (คราวนี้ใกล้สุดๆ แบบปั่นจักรยานเร็วๆ หกนาทีถึง) นี่ก็เป็นอีกประสบการณ์นึง ในการหาบ้านเองทุกอย่าง (ติวเตอร์มาช่วยตอนหลัง ซึ่งก็ช่วยได้มากๆๆๆ) และหาเฟอร์นิเจอร์เอง ต้องคิดตลอดว่าจะเอาอะไรวางตรงไหน ซื้ออะไรมาวางดี (เริ่มเข้าใจความสนุกของการจัดบ้านขึ้นมานิดๆ เข้าใจอารมณ์อาร์ทๆ ของรพีบ้างด้วย) ต้องวัดความยาว กว้าง สูงให้พอดี เพราะของที่ได้จากพี่กุ่ย ไม่ได้มีตู้หนังสือใหญ่ๆ อย่างที่อยากได้ ก็ต้องหาซื้อเอง ต้องซื้อตู้วางไมโครเวฟด้วย (ตอนจะกลับไทยถาวร นี่คงเหงื่อแตกเหมือนกัน) นอกจากนี้ยังได้ประกอบเฟอร์นิเจอร์เอง ที่อยู่ไทยไม่เคยจะได้ (หรือจะต้อง) ทำเลยสักนิด ก็เป็นประสบการณ์อีกแบบ
      • ต้องจัดการภาวะจิตใจตัวเองด้วย อารมณ์เซ็งๆ เบื่อๆ เกิดได้เสมอ ต้องหาวิธีจัดการให้หายเครียด หรือ หายเซ็ง มีหลายวิธี หลายๆ คน คงใช้กันอยู่ครับ เพราะถ้าเซ็งนานๆ ไม่ทำอะไรเลย จะลำบาก เพราะการเรียนไม่ก้าวหน้า งานไม่เดิน อยู่ไทยบางทีออกไปเจอเพื่อนๆ พี่ๆ เช่นในชมรมที่เคยอยู่ก็ยังพอเบนเข็มให้ลืมเรื่องเซ็งๆ ได้บ้าง แต่อยู่นี่ ส่วนใหญ่อยู่กับตัวเอง ต้องจัดการไม่ให้ฟุ้งซ่านให้ได้
    3. ได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ ใหม่ๆ
      • มาอยุ่นี่ แน่นอน เพื่อนเก่าๆ ไม่ได้ตามมาหมดนะครับ หลักๆ ที่มาโตเกียวด้วยกัน ก็แค่ รพี ต้น ที่รู้จักกันมานานหน่อย สมัยยังนุ่งขาสั้นกัน นอกนั้นก็มารู้จักใหม่ๆ เช่น ตั๋ม กวาง แหนม อัย และพี่ๆ ต่างๆ ที่หอโซชิ ฯลฯ รวมถึงพี่ที่คาชิวะ ทั้งพี่ส้ม พี่เมธัช พี่เดฟ พี่กรุ๊ป พี่บิ๊ก ฯลฯ เพื่อนๆ พี่ๆ เหล่านี้ เป็นคนที่รู้จักใหม่ๆ ในชีวิต (นับคนรู้จักทั้งชีวิตได้เป็นร้อยๆ เกือบพันคนได้แล้วมั้ง) แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกันไป มีข้อดีแตกต่างกันไป แต่เราโชคดีกว่าหลายๆ คน มั้งที่ชีวิตนี้ส่วนใหญ่เจอแต่คนดีๆ เพื่อนดีๆ พี่ดีๆ เพื่อนๆ หลายคนที่มีควมมุ่งมั่นในการเรียน ก็ทำให้เรามีกำลังใจและอยากจะขยันขึ้นมาบ้าง (แม้บางคนจะหาว่าการเอาเรื่องที่ตัวเองฟิตมาเล่าสู่กันฟังเป็นการไซโคชาวบ้านก็เถอะนะ เราขอค้านเต็มที่) เช่นกวาง ต้น พี่บิ๊ก ฯลฯ ที่ไม่ได้เอ่ยนาม หลายๆ คน ทำให้เรารู้สึกว่า กำลังใจมันต้องสร้างจากตัวเองจริงๆ ต้องขยันให้ได้ ต้องอย่าลืมว่ามาทำอะไรที่นี่ หรือแม้แต่รพีที่ขยันมากๆ ในการจัดการเที่ยว 55 พี่ๆ ที่คาชิวะ โดยเฉพาะพีส้มที่คอยให้ข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่ก่อนมาถึง ขอบคุณมากๆ ครับ มาถึงก็ยังช่วยหลายๆ อย่าง แถมบริการรถให้ขนของหลายๆ ครั้ง เกรงใจจริงๆ รวมถึงสละบ้านตัวเองไว้ทำปาร์ตี้ต่างๆ เหอๆ พี่เมธัชที่คอยให้ข้อมูลเช่นกันช่วงที่มาถึงแล้ว และพาไปสมัครมือถือ พี่บิ๊กที่เป็นขาประจำ ก๊วนเที่ยว (โดยเฉพาะพักหลังนี้ ร่วมทัวร์บ่อย) และอีกหลายๆ คนที่เราเป็นหนี้ไว้ ขอบคุณมากครับ
      • คนในแล็บที่น่ารักหลายคน เราคงโชคดี จริงๆ แหละ ที่ได้แต่เจอคนดีๆ คนในแล็บเราใจดีมากทุกคน แม้แต่คนที่ดูตอนแรกว่าเย็นชาๆ คุยจริงๆ เค้าก็คุยตอบ เรามีติวเตอร์ที่เทคแคร์มากๆ โดยเฉพาะช่วงแรก ที่เราไม่มีปัญญาไปสื่อสารกับคนอื่น เค้าก็จัดการให้หมด (ให้เหรียญทองติวเตอร์ดีเด่นเลย) หลายๆ คนมีประสบการณ์เจอคนญี่ปุ่นไม่ดี คนในแล็บไม่ดี แต่เรากล้าพูดว่า สุดยอดข้อเสียคนญี่ปุ่นทั้งหลาย แทบหาไม่ได้ในตัวคนในแล็บเราเลยอ่ะ อยู่แล้วไม่รุ้สึกอึดอัดเลย
    4. ได้เห็นโลกของคนญี่ปุ่น ความก้าวหน้า ไฮเทค ระบบการเรียน การทำงาน การวิจัย ฯลฯ
      • การศึกษา การวิจัย ของคนที่นี่ ทำกันอย่างเข้มข้นมาก (มองจากเฉพาะแล็บเรานะ แล็บอื่นคงคล้ายๆ กันแหล่ะ) คือเค้าเอาจริงเอาจังกันจริงๆ บางคนบ้าระห่ำ อยู่แล็บดึกๆ (เช่นเที่ยงคืน ตีหนึ่ง) มาแล็บ เก้าโมง ไรแบบนี้ จนป่วยก็มี มีฝรั่งที่เป็นเพื่อนร่วมคลาสเรียนญี่ปุ่นของเราบอกว่า ที่จริงทำแบบนี้ไม่ดีหรอก มันเสียประสิทธิภาพการทำงาน เพราะคนเราไม่สามารถ concentrate กับอะไรๆ ได้นานขนาดนั้น เราก็เห็นด้วยเหมือนกัน เพราะเราทำอะไรแบบนั้นไม่ได้ ยกเว้นเวลาจะต้องอ่านสอบตอนป. ตรี ซึ่งมันก็กินเวลาอย่างมากสัปดาห์นึง ติดต่อกัน แต่คนที่นี่หลายๆ คนทำได้ บางคนทำได้แบบตัวเองไม่ได้มีสุขภาพย่ำแย่อะไรด้วย อึดกันจริง
      • หลายๆ อย่างที่ไม่รู้ เค้าใช้วิธีศึกษาเองกันอย่างมากๆ โดยเฉพาะภาคเรา ที่คลาสเรียนมีน้อยมาก เรียนก็แบบเหมือนแนะนำๆ ให้พอรู้หัวข้อในวิชานั้นๆ แล้วที่เหลืออยากรู้ภาคต่อก็ต้องไปศึกษาเอาเอง ทำให้การเรียนรู้เองสำคัญขึ้นมาอย่างทันใด แล็บเราเนื่องจากเป็นแล็บ computational biology ความรู้ที่ต้องใช้มันเลยเป็นการผสานสองศาสตร์คือชีวะ กับคอม เข้าด้วยกัน (ยกเว้นติวเตอร์เราแล้ว ที่เก่งสองด้าน) คนส่วนใหญ่เลยต้องหาความรู้เองมากๆ ไม่มีอ.มานั่งสอนให้ เรื่องปลีกย่อยๆ ก็ต้องหาเอาเอง ถ้าไม่ไหวจริงๆ อยากถกปัญหาก็ค่อยหาคนในแล็บที่พอรู้และเก่งกว่าอภิปรายเอา เช่นคนเรียนชีวะมากอยากรู้ว่าจะเขียน java swing ยังไงก็ต้องหาอ่านเอาเอง แต่ด้วยหนังสือที่มีมากมายที่แปลพร้อมสรรพเป็นญี่ปุ่นให้ (นี่เป็นอีกข้อที่เราอิจฉา หนังสือแปลและเขียนเอง ของคนญี่ปุ่นมีมากกว่าไทยนัก และท่าทางจะเขียนแบบมีคุณภาพกว่าหนังสือไทยหลายๆ เล่มด้วย) ต่างกับคนที่เรียนไบโอบางคนที่รู้จักที่ไทย ที่จะหยี ทันทีเมื่อเจอคอม หรือคนที่เรียนคอมก็จะหยีทันทีถ้าต้องคุยเรื่องอะไรๆ ที่เป็นชีวะๆ ที่นี่เค้าทำ interdisciplinary science ให้เกิดขึ้นได้จริงๆ
      • ระบบการทำงานต่างๆ และความไฮเทคของที่นี่ นั้นมีมากกว่าไทยหลายเท่า ขนาดแค่เรื่องการย้ายเฟอร์นิเจอร์ในห้องแล็บเรา (คือแต่เดิมมีห้องกินน้ำชาอยู่มุมซ้ายสุด จะย้ายไปขวาสุด และเปลี่ยนผังห้อง ยกตู้นั้นตู้นี้เปลี่ยนทิศทาง) พี่แกยังอุตส่าห์จ้างบริษัทเขียนแปลนห้องใหม่มาให้ ตอนแรกเราก็ดูว่าเวอร์โคตรๆ แค่ย้ายของเนี่ยนะ!! ถ้าเป็นบ้านเรา คงย้ายกันง่ายๆ หยิบนั่นมาใส่นี่ ตามความพอใจของเรา ที่นี่ไม่ได้ครับ กล่องก็สั่งมา เป็นกล่องอย่างดีข้างกล่องเขียนว่า ไว้รักษาหนังสือ มีขนาด a4 ซึ่งขนาดมันพอดีมาก เอานิตยสารเก่าๆ วางแหมะลงไปได้พอดีๆ สองแถวแบบไม่ฟิตไป ไม่หลวมไป บ้านเราก็คงหากล่องไม่ใช้แล้ว คุ้ยๆ มาอีก วันนี้พอย้ายจริงๆ พึ่งเห็นว่า มันเร็วจริงๆ กับการทำอะไรเป็นระบบ ที่เค้าเขียนแปลนขึ้นมา มีวัดหน่วยเป็นเมตร เป็นเซ็น ก็เพราะ เวลาย้าย เค้าจะให้คนเก่าที่นั่งอยู่ เก็บของใส่ลังก่อน แล้วก็แปะเบอร์ไว้ (ในแผนที่ใหม่จะมีเบอร์ต่างๆ เขียนอยู่ที่โต๊ะที่นั่งใหม่ๆ) พอคนของบริษัทย้ายของมาถึง (มีเงินทำได้ตั้งแต่จ้างคนเขียนแปลน จนถึงจ้างคนย้ายของในห้อง ไม่ใช่ย้ายข้ามตึกนะ) เค้าก็ดูแปลน แล้วก็จัดการใช้แรงงานคน ห้าหกคน ดึงนู่น จับนี่ (มีอุปกรณ์พร้อมแล้ว) วางตามตำแหน่งเบอร์ เหลือเชื่อว่า สองชม.กว่าก็เสร็จแล้ว ทั้งๆ ที่มันดูวุ่นวายถ้าเราต้องทำกันเอง นี่อาจเป็นข้อดีของการทำอะไรเป็นระบบก็ได้
      • เรื่องงบประมาณเค้ามีมากจริงๆ ไทยที่ว่ามีในบางองค์กรก็ไม่เท่าหรอกครับ ที่นี่อยากได้ journal ไหน ถ้าได้ใช้จริงๆ เค้าคงยอมสั่งให้ เสียตังค์เท่าไรก็เสียไป ปริ้นเตอร์เลเซอร์สี ที่ไทยยังไม่ค่อยยอมให้พนักงานบริษัทใช้พร่ำเพรื่อ ที่นี่ถ้าเพื่อการศึกษาแล้ว ปริ้นท์ไปเหอะ พี่แกมีหมึกกล่องใหม่ๆ ขนมาวางให้ตลอด ไม่อั้น ไม่เคยมีบอกว่าให้จำกัดจำนวนหน้า ของที่นี่ อุปกรณ์คอม เก่าหน่อย แม่งทิ้ง (เสียดายแทนอ่ะ เอาไปบริจาคที่ไทยได้ไหม) เค้าบอกว่า ไม่รู้จะบริจาคใคร คนบ้านนอกญี่ปุ่น โรงเรียนเค้าก็มีเกือบทุกอย่างเหมือนในเมืองแหล่ะ แค่เงียบๆ กว่าแค่นั้น อิจฉาคนญี่ปุ่นในแง่เงินทุนจริงๆ อ่ะ
      • ด้วยความไฮเทคหลายๆ อย่างของญี่ปุ่น (หรือแม้แต่ของอเมริกา ที่คนญี่ปุ่นก็ยอมรับว่า มีตังค์มากกว่าตัวเอง) ทำให้เราเริ่มเข้าใจความรู้สึกของนักเรียนนอกหลายๆ คนที่เค้าทำวิจัยแล้วไม่อยากกลับไทย จะให้คนเหล่านี้กลับไทยแบบถาวร มันต้องมี facility ที่พร้อมซะก่อน ไม่งั้นใครจะไปทำ (คอมฯ ยังไม่เท่าไร แต่พวก วิทยาศาสตร์อื่นๆ ที่ต้องใช้ของแพงๆ สารแพงๆ สั่งที่เป็นล้านๆ ถ้าไม่มี คงมีนักวิจัยหลายๆ คนไม่อยากกลับไปทำ ไหนจะเงินเดือนน้อย ไม่พอเลี้ยงดูครอบครัว)

    สรุปแล้ว เราได้ประสบการณ์มากมายทั้งเรื่องชีวิตทั่วไป เรื่องเที่ยว เรื่องการทำงาน การเรียน ประสบการณ์เหล่านี้มีค่ามากๆ (คิดว่าจะมีค่ามากขึ้นๆ ในอนาคต) สุดท้ายนี้ก่อนที่บล็อกนี้จะยาวๆๆๆ ไปกว่านี้ ขอฝาก รูปซากุระที่กำลังบานให้ทุกคนได้ชมกัน อันนี้ถ่ายแถวบ้านเราเอง เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ขอให้ชีวิตจากนี้ไป มีแต่ความรุ่งโรจน์ รุ่งเรือง เหมือนซากุระที่เบ่งบาน รับปีการศึกษาใหม่นี้

    DSC07683 DSC07638 DSC07657
    DSC07667 DSC07645 DSC07676
    DSC07688 DSC07699 DSC07661