Thanet's profileFiboKnackyPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 16 2 Weeks in Japanเนื่องจากมีประสบการณ์มากมาย แต่ไม่ได้อัพเดทบ่อยๆ ก็ค่อนข้างลืมๆ ไปแล้ว บวกกับขี้เกียจนั่งพิมพ์ ก็เลยจะสรุปๆ เหตุการณ์ ในวันที่ผ่านมาในอาทิตย์นี้ ซึ่งครบสองอาทิตย์พอดีแทนนะครับ Going to Shinjuku สัปดาห์นี้ได้ไปชินจูกุ ถึงสองวันด้วยกัน คือวันอาทิตย์ที่ 8 และวันจันทร์ที่ 9 วันอาทิตย์ก็ไปกับเบลเพื่อเดินดูของฝากไว้ก่อน พวกซานริโอ ดิสนีย์ (มี request จากสาวๆ หนุ่มๆ ที่เมืองไทยเยอะทีเดียว) ก็เห็นของแปลกๆ ของญี่ปุ่นมากมาย คิกขุทีเดียว เบลก็พาลัดเลาะไปตามห้างอย่างคล่องแคล่ว?? ดูของอย่างยาวนาน มีการถามด้วยว่า ผู้ชายคงเบื่อล่ะสิ เดินชอปปิ้ง ก่อนกลับได้แวะร้านร้อยยนอีกร้าน ที่รุ้สึกของจะเยอะกว่าไดโซะอีก น่ามาเดินมาก อิอิ ส่วน วันจันทร์ก็ได้นัดกันกับอัย พี่ตอง พี่อนณไปกินแถวชินจุกุ ได้ข้าวหน้าหมูค่อนข้างแพงนิดหน่อย แต่ก็เยอะดี แล้วก็ได้เมลอนปัง ขนมปังชอกโกแลตที่อร่อยมากราคาประมาณชิ้นละ 150 - 180 yen นอกจากนี้วันที่ 9 ยังได้ไปเอาใบแทนบัตรต่างด้าวไว้สำหรับเปิดบัญชีธนาคารและบัญชีที่ไปรษณีย์ รวมถึงซื้อมือถือด้วย ตอนเปิดบัญชีก็ง่ายดี เหมือนเค้าค่อนข้างคุ้นเคยกับ คนต่างชาติระดับหนึ่งแล้ว ก็เรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร Wind of Kashiwa - 11 Apr เมื่อวันพุธก็ได้ไปที่คาชิวะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของแล็บของเราเอง เดินทางจากที่หอก้ไกลมากทีเดียว ต้องนั่งรถไฟ สามต่อ ใช้เวลาบนรถไฟประมาณชม.ครึ่งได้ ถือว่านานมากๆ ในการเดินาทางด้วยรถไฟที่ค่อนข้างเร็วแล้ว ก็นั่งหลับไปบ้าง อ่านหนังสือเตรียมสอบวัดระดับวันรุ่งขึ้นบ้าง จนไปถึงที่สถานี kashiwa-no-ha campus ก็เจอนายวาตารุมารอรับอยู่แล้ว ทักทายกันนิดหน่อย ก็เดินลงไป ตอนแรกก็ว่าจะขึ้นรถบัสไปที่แคมปัสแล้ว แต่พอดีพี่ส้ม ซึ่งเรียนอยู่ที่แคมปัสเดียวกันแต่คนละแล็บ ได้แว่บมาทันกาลพอดี มารับขึ้นรถส่วนตัวแล้วขับไปที่แคมปัสทันที เป็นการประหยัดตังค์ได้อีก ร้อยกว่าเยน ^^ ขอบคณนะครับ ไปถึงคาชิวะ ก็บ้านนอกนิดๆ อย่างที่คิด คือ ตึกรามมันจะห่างๆ กัน พอลงไปถึงก็รุ้สึกทันทีว่ามันเย็นมากทีเดียว เพราะตึกน้อย ลมก็แรงกว่าโตเกียว พอไปถึงก็ขึ้นตึกไปที่แล็บก่อนเลย พอเจอแล็บก็รุ้สึกว่า ไม่ผิดหวังเท่าไร แล็บน่าอยู่ใช้ได้ (น่าง่วงด้วย เพราะเงียบสงัด) วาตารุก็พาทัวร์ รอบๆ แล็บ เพราะมีหลายห้อง ก็เดินไปดูไป ตึกนี้ค่อนข้างใหม่ เพราะงั้น บรรยากาศและพวกเครื่องใช้ ไรพวกนี้จะดูใหม่มากๆ ก็ดีเหมือนกันที่ได้มาใช้ตรงนี้ กลางวันก็ได้กินข้าวเที่ยงโดยซื้อเป็นเหมือนเบนโตะ ขึ้นมากินในห้องน้ำชาในแล็บ ก็ฟังเค้าเมาท์กันเป็นภาษาญี่ปุ่นกันไป ก็สนุกดี มีเรื่องน่ายินดีอย่างหนึ่งคือ อาจารย์รองแล็บนี้เป็นคน US ชื่อ Steven Kraine แปลว่าเราจะมีฝรั่งไว้ speak English แล้ว เย่ๆ จะได้ไม่ต้องพูดแต่ญี่ปุ่น อังกฤษ จะได้ไม่ลืม ก็ชวนคุยกันนิดหน่อย เค้าก็บอกว่าเนี่ย เค้าก็เรียนโท เอกที่นี่ พักหอเดียวกันกับเราด้วย ถ้ามีปัญหาอะไรก็ลองถามๆ เค้าได้ ก็รุ้สึกดีเพราะเค้าค่อนข้าง friendly ทีเดียว ตอนบ่ายก็ไปฟัง การแนะนำการสมัครเข้า ลงทะเบียนอะไรนิดหน่อย ฟัง ๆ แล้วก็ง่วงๆ ดี เพราะพูดเป็นญี่ปุ่นซะมาก มีบรรยายเป็นอังกฤษ ให้นิดหน่อย โดยเจ๊ใหญ่ที่คุม international center ที่นั่น ก็พอถูๆ ไถๆ ให้ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร พวกวาตารุ จัดการให้เกือบหมดเลย บริการดีใช้ได้ กลับมาที่แล็บก็มาคุยงานวิจัยกับคุณยามาโมโต้ที่เป็นนักวิจัยในแล็บ เรื่อง text mining เค้าก็ให้ชีทที่ rox จากหนังสือมาอ่านเล่น คู่กับไบโอที่ให้ไปอ่านเอง ทั้งหมดนี้ อ่านเพื่อสอบเข้า ป.โท ต้นสิงหาเป็นหลัก แปลว่า ช่วงระหว่างนี้ นอกจากเรียนภาษาชิวๆ เราก็สามารถ อ่านหนังสือตามใจชอบได้เลย ก็แอบดีเหมือนกันนะ คุยเสร็จก็รีบออกมา ตอนนั้นก็ฝนตกแล้ว หนาวมากๆๆ เลย เหมือนพุธก่อนเลย รีบวิ่งไปขึ้นรถบัสไปลงที่คาชิวะ station ที่มีพี่เมธัช รออยู่ เพื่อพาไปซื้อมือถือ softbank พี่เขาใช้โปรโมชั่นแนะนำต่อ แปลว่าทั้งคนที่พาไปเปิด และคนที่เปิดใหม่จะได้คนละ 5000 yen โอ้ นี่มันอาหารแพง ห้ามื้อเลยนะ ระหว่างที่เลือกดูมือถือก็รุ้สึกว่า รอคิวนานมาก ที่สำคัญคือ ร่มที่เสียบไว้ในช่องให้เสียบหน้าร้าน โดนคนขโมย !!!! จริงๆ มารุ้ทีหลังว่า ร่ม กับจักรยานมันค่อนข้างสาธารณะที่นี่แหล่ะ เค้าหยิบสลับๆ กันได้ เพราะงั้นเค้าจะหยิบร่มดีๆ กันไป ทิ้งร่มห่วยๆ ไว้ แล้วก็จริงๆ เค้าทิ้งไอ้ห่วยๆ ไว้ให้เรา ที่ทั้งงอ และหัก ก็แอบสาบแช่งในใจไปเล็กน้อย ขอดีๆ ยังจะให้ด้วยซ้ำ ไม่น่าทำแบบนี้ ระหว่างรอเค้าทำการลงทะเบียนมือถือให้ ก็ปาเข้าไปทุ่มนึงแล้ว พี่เมธัชเลยพาไปกินข้าวหน้าเทมปุระที่ร้านเทนยะ อร่อยมากกกกกกกกกกกก ถูกปากทีเดียว เมื่อเทียบกับพวกคัทซึด้ง ด้งๆ ทั้งหลาย ไม่ค่อยชอบเท่าไร กินเสร็จอิ่มหนำ ก็ฝนเท ลงอีก เลยต้องแวะซื้อร่ม (เพราะบางคนมันขโมยไปแท้ๆ) ไม่งั้นเดี๋ยวเป็นหวัด กลับไปก็พอดีได้มือถือญี่ปุ่นสุดหรู มาหนึ่งเครื่อง ดูทีวีได้ด้วย ใช้งานได้อื่นๆ อีกมากมาย ซื้อเสร็จก็รีบบึ่งไปที่โตเกียวโดม ใกล้ๆ โตได ฮงโกะแคมปัสทันที เพราะนัดกับน้องซิว (รุ่นน้องที่โรงเรียน) เอาไว้ เพราะน้องเค้าอุตส่าห์ซื้อผงทำกับข้าวต่างๆ มามากมาย พวกกระเพราไก่ ข้าวผัด ลาบ ฯลฯ ก็ไปเยี่ยมน้องถึงโรงแรม แล้วก็เสวนาพูดคุยตามประสาคนรุ้จักกันนิดหน่อย ก่อนจะรีบกลับหอ เพราะดึกแล้ว สี่ทุ่มกว่าๆ วันรุ่งขึ้นมีสอบวัดระดับเพื่อเข้าเรียนภาษาญี่ปุ่นอีก ก็ กลับมาด้วยความหนาวและเหน็ดเหนื่อยอีกเช่นเคย Placement Test at Hongo Campus - 12 Apr วันนี้มีสอบวัดระดับเพื่อจัดชั้นเรียนภาษาญี่ปุ่นที่โตได ฮงโกะแคมปัส เราก็เพิ่งจะเคยไปแคมปัสนี้ครั้งแรก แต่ดันไปพอดีเวลาเกินไปหน่อย ไปถึงรีบวิ่งแทบตาย กว่าจะหาทางไปถูก ไปถึงก็ดูๆ ตามแผนที่ เดาๆ ว่าเป็นตึกนี้ ก็รีบเข้าไปเลย ปรากฏว่าถูกด้วย ก็เดินเข้าไปในห้องที่เค้าจัดไว้แล้ว เจอ ต้น ตั๋ม แหนม พี่นัท ฯลฯ รวมถึงคนต่างชาติบางคนด้วย ก็มีข้อสอบแบ่งเป็น 4 level หลักๆ จากง่ายไปยาก ใครทำได้เท่าไร ก็จะจัดเข้าเรียนคลาสนั้นๆ ตามความเหมาะสม ทำข้อสอบเสร็จก็ไปกินข้าวกันตอนกลางวัน ที๋โรงอาหาร อาหารก็จืดชืดตามสไตล์โรงอาหาร จากนั้นก็ไปเที่ยวชมแคมปัสกัน ไปถ่ายรูปที่ akamon หรือประตูแดงนั่นเอง ดูเก่าแก่ดี แล้วก็ไปรอสัมภาษณ์กันตอนบ่าย เพื่อให้เค้ามั่นใจว่าความรู้เราอยู่ในระดับที่คิดว่าใช่ พอสัมภาษณ์ห้องนึงเสร็จ เค้าก็ไล่ไปรออีกห้อง เนื่องจาก เค้าบอกว่า ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเรียนระดับสี่ได้หรือเปล่า กลัวยากไป เลยไปสัมภาษณ์อีกห้องที่ง่ายกว่า เพื่อดูว่า อยู่ในระดับนั้นจริงหรือเปล่า ไปสัมภาษณ์อีกห้องเสร็จเค้าก็บอกว่า เนี่ย ไวยากรณ์น่ะใช้ได้เลยนะ แต่ว่า conversation ยังอ่อนไปหน่อย เดี๋ยวเค้าตัดสินใจกันอีกทีว่าจะให้อยู่ สาม หรือ สี่ ในวัน orientation & campus tour พฤหัสฯ หน้า (ทั้งสองระดับ ต้องเรียนตอนบ่ายทั้งคู่เลยอ่า จริงๆ อยากเรียนตอนสายๆ บ่ายจะได้ไปทำอย่างอื่นได้) เสร็จแล้วไปต่อกันที่อากิฮาบาร่า เนื่องจากเพือนๆ ต้องการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเล็กน้อย ก็ได้หม้อหุงข้าว เครื่องกรองน้ำ แบกกลับไปกัน แถมสายแลนด้วย สุดท้ายก็นั่งรถไปลงที่ shimokitazawa เนื่องจาก อ.วิศวะ ของพวกต้น มาจากเมืองไทย เลยจะไปกินข้าวกัน ส่วนเราก็ไปต่อที่ super market หาเสบียงไว้ทำกินต่อไป เป็นอันจบไปอีกหนึ่งวัน Happy Songkhran Day at Embassy of Thailand - 14 Apr วันนี้เวลา 11.00 น. ได้นัดกันในหมู่พี่ๆ เพื่อนๆ นักเรียนทุนด้วยกัน ว่าจะไปกินอาหารไทยฟรีที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว ซึ่งตั้งอยู่ที่ Shinagawaku ไม่ไกลจากหอเราเท่าใดนัก นั่งรถไฟ แค่ประมาณสิบกว่านาทีเอง ปรากฏว่าแอบตื่นสาย + อู้เล้กน้อยทำให้ไปถึงเลทนิดหน่อย ไปถึงก็เจอพี่อนณ พี่ชล พี่เล็ก สามคนยืนรออยู่แล้ว สักพัก ก็มีพวกเพื่อนๆ พี่ๆ จากหอ โซชิกาย่า ตามมาสมทบ ชุดใหญ่ แล้วก็เดินไปด้วยกัน ที่นั่นก็มี บูรณ์รออยู่แล้ว รวมถึงพี่ๆ นร.ทุนรุ่นก่อนๆ เช่นกัน ไปถึงก็แอบมีคนมาเยอะแล้วล่ะ แถมบางซุ้มก็เริ่มกินๆ กันแล้ว มีอาหารไทย นานาชนิดมาก เช่น ยำวุ้นเส้น ผัดไทย ส้มตำ ลาบ ข้าวแกงเขียวหวานไก่ ผัดถั่ว ก๋วยเตี๋ยว ทอดมัน ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมไทยต่างๆ ไปถึงก็ไปด้อมๆ แถวผัดไทย ยำวุ้นเส้นกัน ปรากฏว่า คนดูแลบอกว่า ยังไม่เปิดนะคะ เปิดเที่ยงสิบห้า แต่ดันมีเจ๊แต่งตัวไฮโซ คนนึง มาเอาก่อนไปหลายอย่างเลย เค้าอ้างว่า พี่ต้องไปทำงานต่อนะ ขอก่อนๆ จริงๆ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติอาจจะเฉยๆ นะ แต่พอเป็นยัยเจ๊คนนี้ดูไฮโซๆ แล้วมันหงุดหงิดๆ บอกไม่ถูกเหอๆ นอกจากอากาศที่ร้อนขึ้นมาทันที เมื่อย่างเข้าสู่สถานทูตไทยแล้ว นิสัยที่ค่อนข้างคุ้นเคยแบบนี้ในไทย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้เหมือนว่ารู้สึกกลับไปอยู่ที่ไทยอีกครั้ง - -" หลังจากกินกันอิ่มหนำแล้ว (จริงๆ กินไปแค่สองอย่างหลักๆ คือ ส้มตำ (คิดถึงมาก) กับ ข้าวแกงเขียวหวานไก่ แล้วก็ข้าวเหนียวมะม่วงเปรี้ยวๆ) ก็ไปเดินเล่น เดินเมาท์ คุยกับพี่ๆ ดูการแสดงมวยไทย รำไทยต่อไป (ไม่รุ้ระหว่างนี้ เพื่อนๆ ยังกินกันอยู่หรือเปล่า เพราะได้ข่าวว่าต้นกินไปถึงสี่จาน กินเข้าไปได้ไงนี่) พองานเริ่มวาย ก็ไปรับของฟรี เป็นพวกเกี๊ยวกุ้ง กับแกงเขียวหวานไก่ cp กลับบ้านกันไป รู้สึกคุ้มนิดหน่อยเหมือนกัน จากนั้น กลุ่มนึงก็แยกกันไปที่ชิบุย่าเพื่อไปร้องเกะ เราซึ่งร้องเพลงญี่ปุ่นไม่เป็น เลยไปเยี่ยมหอโซชิกาย่า ดีกว่า ไปถึงก็ใช้เวลาพอควร ต้นกับรพี เอาจักรยานมาจอดแถวสถานี เลยขี่กลับไป ตั๋ม ที่ต้องการซื้อการ์ดวันเกิดจึงไปเดินๆ ดูแว่บนึง เราก็เลยเดินไปกับตั๋ม เพื่อตอนกลับจะได้เดินกลับด้วยกัน ขากลับไปหอโซชิ ก็แอบงงๆ เพราะเดินไปๆ มาโผล่ ไปรษณีย์ (ที่นี่มีกฏว่า ตั๋มจะต้องหลงทางวันละหนึ่งหนเป็นอย่างต่ำ เหอๆ) แต่ก็หาทางเดินกันต่อไปที่หอโซชิกาย่าได้ หอนี้ก้อดูคนเยอะดี ท่าทางครึกครื้นกันทุกวัน มีโรงยิม สนามเทนนิสให้ด้วย น่าสนุกจัง ตอนแรกว่าจะเล่นแบดกัน เพราะว่า เทนนิสมีคนเล่น แต่ไปๆ มาๆ คอร์ทก็ว่าง ก็เลยไปเล่นเทนนิสกันแทนซะงั้น ไอ้เราก็ไม่เคยตีเทนนิสมาแสนนาน ก็มั่วๆ ซั่วๆ ไป ช่วยๆ กันมั่วหลายๆ คน ในบรรดาคนที่ตียังไม่ค่อยเก่ง ไม่ค่อยเป็นกัน แต่ก็สนุกดี เหมือนได้ยืดเส้น ยืดสาย หลังจากไม่ได้ยืดมานาน จากนั้นก็ยืมจักรยานตั๋มไปขี่เล่นกับต้น ในแถวๆ หอ ดูเพลิดเพลินใจดี เพราะแถวนั้น เป็นย่านคนรวย ค่อนข้าง สงบ ร่มรื่น เทียบกับโคมาบะแล้ว ข้อดีข้อเสียต่างกัน โคมาบะ ก็เงียบคลายๆ กัน แต่บ้านจะไม่คนรวยมาก จะปลูกติดๆ กัน แล้วก็ ไม่ร่มรื่นเท่า แต่ก็จัดในเกณฑ์ดี ส่วนโซชิจะร่มรื่นน่าอยู่กว่า ดูไม่อึดอัดเท่า ข้อดีโคมาบะคือใกล้สถานีกว่าโซชิกาย่ามากๆ โซชิกาย่าจะต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานี seijogakuen mae หรือ สถานี sengawa เท่านั้น ทำให้ชีวิตค่อนข้างลำบาก ต้องพึ่ง่จักรยาน นอกจากนี้ข้าวของตรงนั้นก็จะแพงหน่อย เพราะเป็แหล่งคนรวย หลังจากเล่นกีฬากันเสร็จ ก็ไปสิงห้องรพี กินส้มหนึ่งลูก นั่งเมาท์ๆ กัน จนกระทั่งตัดสินใจได้ว่าจะไปกินข้าวกันที่ เซนกาว่า เพื่อเราจะได้ขึ้นรถสาย keio กลับโคมาบะได้ในราคาถูก ไปแวะกินกันที่ร้าน hokkaido food อาหารที่สั่งๆ กันมา ก็ออกอาหารจีนนิดๆ ตอนสั่งอาหารเนี่ย ก็สงสัยว่ามันคือไร แต่เค้าดูเหมือนเราไม่ใช่คนญี่ปุ่น เลยไปตามพนักงานอีกคนมา นึกว่าจะพูดอังกฤษ ที่ไหนได้ ล่อ จีนกลางมาเป็นชุดๆ เหอๆ ต้องบอกเค้าอย่างรวดเร็วว่า เรา taikara (มาจากไทย) ไม่ใช่จีน ไต้หวัน เหอ ๆ พออาหารมาก็กินกันอย่างอร่อย ร้านนี้รสชาติใช้ได้ทีเดียว เสร็จแล้วก็สั่งของหวานกันมากินกันเป็น soft cream และ ขนมหวาน อร่อยดี กินทั้งมื้อหมดไป 1000 เยนอย่างมีความสุข แล้วก็นั่งรถไฟกลับหอถึงราวๆ 22.45 น. April 13 Day 4, 5, 6สำหรับผู้ที่ไม่ได้อ่านตอนแรกๆ ก็ย้อนไปดูก่อนนะครับ อันนี้เป็นตอนที่ 4, 5, 6 แล้ว เก็บตกเล็กน้อย มีพี่บอกว่าคนญี่ปุ่น เวลาที่เรา ซุมิมาเซ็น ด้วยแล้วเนี่ย เวลาฟัง เค้าชอบทำท่าเงี่ยหู จากการสังเกตพบว่า เป็นเกือบทุกคนจริงๆ ด้วย คือถ้าเป็นคนไทย ก็อาจจะเงี่ยหู บ้าง หรือบางทีก็แค่ ครับ มีอะไรหรือครับ เฉยๆ แต่คนญี่ปุ่น หลายคนจะทำท่าแบบว่า เอาหู แทบมาชิดปากเราเลย ก็แปลกดีเหมือนกัน Day 4 - Super Market at Shimokitazawa วันนี้ก็ตื่นมาสายโด่ง เลย เพราะเมื่อวานเหนื่อยมากๆ เย็นนี้ ราวๆ ห้าโมงเย็นนัดกันกับพี่อนณ และพี่อีฟ ทั้งคู่อยู่วาเซดะ ไว้ที่ชิโมกิตาซาว่า เพื่อจะไปซูเปอร์ ซื้อของกินกัน ไปถึงตามนัด ก็ต้องไล่หากันเล็กน้อยเพราะ เราไม่มีมือถือ เลยต้องใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรไปแทน หาเจอกันแล้วก็ชอปปิ้งใน super อันละลานตา ซื้อของกิน ไข่ไก่ เนื้อหมูบด ขนมปัง ไส้กรอก สลัด น้ำสลัด ฯลฯ เพื่อเป็นสเบียง จะได้กินราคาถูกหลายวัน ก็เลือกสรรตามใจชอบ ได้หลายอย่างกลับมา จากนั้นก็ไปกินข้าวที่ร้านข้าวๆ ต่างๆ สั่งเนื้อผัดหมูมากิน รสชาติออกอาหารจีนดี อร่อยมาก ไมได้กินผักมานานแล้ว เลยกินเข้าไปอย่างเต็มที่ เสร็จแล้วก็กลับหอ วันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก แต่ก็อุ่นขึ้นกว่าเมื่อวาน เมื่อวานไม่ไหวเลย หนาวมาก Day 5 - Shopping at Akihabara, Hanami at Ueno, Dining at Ikebukuro วันนี้นัดกับพี่อนณ ตอนสายๆ ว่าจะไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ย่านดังคือ อากิฮาบาระ เราวางแผนไว้จะซื้อกล้องดิจิตอลกับ electronics dict มาถึงพี่อนณ ก็พาตรงไปร้านที่จะเขาจะซื้อ panasonic lumix รุ่นล่าสุดก่อนเลย เพราะสืบจากในเน็ตแล้วพบว่าราคาถูกกว่าที่อื่น ก็เลยไปร้านนี้ ไปถึง หน้าร้านแบบว่าร้างคนมากๆ เพราะเค้าทำเป็นบริษัทขายส่ง ดังนั้นจะไม่มีการขายหน้าร้านโจ่งแจ้งแบบคนร้านอื่นๆ เข้าไปซื้อก็ง่ายมาก แค่ อะโน เอตโต แล้วก็บลาๆ บอกชื่อของจะซื้อ แล้วเค้าก็หยิบมาให้ จ่ายตังค์ เป็นอันเสร็จ ดูเหมือนพนักงานร้านนี้จะยุ่งๆ ตลอดเวลาด้วย เหมือนเค้ามีงานเอกสารอะไรต้องทำตลอดเลย พอเสร็จจากร้านนี้ ก็ไปเดินต่อที่ร้านอื่นๆ ในย่าน ซึ่งก็มีหลายร้านมาก ยาวเป็นทิวแถว อย่างกับขายทองในเยาวราช ก็เดินชิวๆ ไปตามร้านต่างๆ เพื่อดูกล้อง และ ดิก แล้วก็ดูอย่างอื่นเล่นไปด้วยเช่นนินเทนโดวี psp notebook ฯลฯ กลางวันก็ได้ไปลองใช้บริการ kfc ที่นี่ ซึ่งมีไม่มากเท่าแมคโดนัลด์ แมคโดนัลด์บางสถานีรถไฟ มีมากถึง 4-5 ร้านเลย ก็กินชุด ที่มีไก่หนึ่งชิ้น เฟรนช์ฟราย แล้วก็โรลแท่งๆ รสเผ็ด (ก็ไม่ค่อยเผ็ดอยู่ดี) กินไปอิ่มมากด้วยราคา 790 เยน (ถ้าเอาไปเทียบกับเมืองไทย จะรู้สึกว่าแพงมาก แพงกว่าราคาที่ว่าแพงของเคเอฟซีในเมืองไทยอีก แต่สำหรับที่นี่เค้าถือว่าเป็นอาหารไม่แพงนะ) กินเสร็จก็เดินไปมาๆ ตัดสินใจอยู่นานมาก ตอนแรก ก็กะว่าจะรออีกหน่อยแล้วค่อยซื้อ แล้วก็เลยไปที่สวนสาธารณะอูเอโนะ เพื่อดูซากุระ แต่ตอนนี้มันก็เริ่มโรยๆ แล้วล่ะ แต่ก็พอดูได้บ้าง เดินเที่ยวในสวนสักพักด้วยความสุนทรีย์ แวะศาลเจ้าญ๊ปุ่นด้วย ก็สวยดี เสร็จแล้วก็นัดกับอัย และพี่ตองไว้ที่ ikebukuro ก็นั่งรถไฟต่อไปที่นั่น แล้วไปเดินที่บิ๊กคาเมร่าต่อ พอเข้าไปสืบราคากล้อง ก็พบว่าถูกกว่าร้านอื่นอีกกว่าห้าพันเยน ก็เลยตัดสินใจซื้อมาพร้อม point ราคา 9000 เยนที่เอาไปลด dict elec ต่อได้อีก ก็เลยได้ของสองชิ้นมาพร้อมกันเลย สุดท้ายก็ไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารในสถานีอิเกะบุคุโระ เป็นชุดปลาซาบะ อร่อยดี รสชาติคล้ายๆ เมืองไทย จากนั้นก็นั่งรถไฟกลับบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย Day 6 เนื่องจากใช้เงินมาทุกวันเลย วันนี้ก็ถึงเวลาอยู่ที่หอแล้วทำความสะอาดบ้าง แล้วก็ซักผ้า ซึ่งเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญก็ราคา 200 เยน 4.5 โล ซักครั้งนึงก็ประมาณ 40 นาทีได้ ส่วนเครื่องอบแห้งก็ราคา 100 yen/ 20 min. ก็ซักผ้าแล้วอบแห้ง ซึ่งไม่ค่อยแห้งเท่าไรเพราะอบน้อยไปหน่อย ก็เลยเอามาตากที่ระเบียงต่อ เย็นวันนี้ก็ได้ทำอาหารกินเองเป็นเมนูกระเพราหมูบด ใช้เครื่องปรุงของโลโบ มาอยู่นี่ก็รุ้สึกไม่ค่อยชินเท่าไร เพราะอาหารที่นี่มันไม่มีอะไรเผ็ดเลย คนที่ชินกินของเผ็ดบ่อยๆ ตอนอยู่เมืองไทยอย่างเรา ก็เลยไม่ค่อยชินเท่าไร ทำอาหารไทยกินบ้างก็อร่อยมากทีเดียว วันนี้นอกจากทำความสะอาดจุกจิกๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรอีกเลย เป็นอันจบไปหนึ่งวันโดยไม่ค่อยใช้ตังค์เท่าไร ^ ^ April 10 Go to Japan Day 2, 3Day 2 - Shibuya again สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านก่อนหน้านี้ก็ย้อนกลับไปอ่านก่อนนะครับ ขอเก็บตกของตอนที่แล้วหน่อยคือ ในบรรดาพวกมองบุโช ชาติต่างๆ เนี่ย เราขอโหวตให้ เกาหลีเก่งสุดเลย เพราะ มันพูดได้คล่องทั้ง ญี่ปุ่น ทั้งอังกฤษ อ่ะ มีเพื่อนเราลองไปเมาท์กับเค้าดู ปรากฏว่า เค้าบอกว่าที่ประเทศเค้าทุนนี้มันแข่งขันสูงมากๆ เพราะงั้นคนที่ได้ทุนต้องเก่งจริงๆ (พูดแบบนี้ มันแปลว่าชมตัวเองป่าวหว่า เหอๆ) ข้อสังเกตของคนที่นี่คือ ส่วนใหญ่มักจะมีผิวขาว ทั้ง ชายและหญิง มีบ้างที่ผิวคล้ำหน่อย ซึ่งจะออกไปทางแดงเข้มๆ ซะมากกว่า จะหาดำๆ ปี๋ แบบบ้านเรานั้นไม่มี เพราะบ้านเขาอากาศหนาว แดดไม่แรงเท่า ฯลฯ นอกจากนี้คนที่โตเกียวก็ชอบจูงหมามาเดินเล่น (สังเกตจากที่หอ จะพบหมาไม่ซ้ำพันธุ์) แล้วหลายครั้งก็ชอบเข็นรถเด็กเล็กไปด้วย พบได้ตามที่ทั่วๆ ไป คนไทยมักจะอุ้มเอา ไม่ก็ไม่พาไปไหนมาไหน ถ้าไม่จำเป็นเท่าไร (มั้ง) ในวันที่สองนี้ ตื่นมาปุ๊บในใจก็รุ้สึกว่า ฟู่ในที่สุดก็ผ่านคืนแรกของที่นี่ไปได้แล้ว สำหรับคนที่เรียนเมืองนอกอยู่แล้ว คงจะเฉยๆ แต่บางคนอาจจะจำได้ในช่วงแรก ว่ามันน่าตื่นเต้น น่าหวาดเสียว น่ากังวลใจแค่ไหน จากเดิมที่อยู่บ้านดีๆ ต้องมาอยู่เองในเมืองที่ไม่คุ้นเคย แต่ความจริงมันก็ตื่นเต้น ท้าทายไปอีกแบบนะ วันนี้ตื่นมา ด้วยความงงๆ เวลาสายๆ แล้ว เมื่อคืนก็ได้รีบเอาคอมไปต่อเน็ตที่ lounge ของหอ เพื่อบอกทางบ้านว่ามาถึงแล้ว และก็พบกับ msn เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เต็มไปหมด ที่พิมพ์มาไถ่ถามความรู้สึก ฯลฯ ก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้นะครับ วันนี้ก็ตั้งใจจะไปเช็คเมล์ เล่นเน็ตที่ lounge เหมือนเมื่อคืน เนื่องจาก internet ในห้องที่สมัครไป ต้องรอประมาณสามวันทำการ (แต่เอาเข้าจริง วันพุธ ต่อเล่นๆ ดูก็ใช้ได้แล้ว) ก็คุย msn กับคนที่หอ soshigaya ซึ่งอยู่คนละที่กัน ได้ความว่า เย็นนี้เวลาหกโมง เค้าจะนัดกันที่ชิบุย่า เราก็เลยกะจะไปด้วย เพราะอยู่นี่มันเหงามากง่ะ คนไทยไม่มีให้คุย คนสนิทๆ ที่มาด้วยกันก็ไม่มี ก็เลยตกลงใจว่าจะไปชิบุย่าตอนหกโมงเย็น นัดที่สตาร์บั๊ค เพราะถ้าไม่นัดที่ๆ คนรุ้จักละก็ คงได้หลงแน่ ชิบุย่า คนไปพันๆ หมื่นๆ เดินกันวุ่นวายมากๆ วันนี้ก็เดินไปซื้อของ ที่มินิมาร์ทกินเอา มีไก่ทอด รสชาติคล้ายๆ เมืองไทยด้วย ก็กินกับข้าวปั้นหน้าผัก พอถูไถไปได้หนึ่งมื้อ จากนั้นก็เตรียมตัวออกมาไปขึ้นรถสู่ชิบุย่า ไปถึงก็ ไปที่ๆ นัด หากันไม่เจอซะที มีสองชั้น แต่คนมันเป็นล้าน นี่มันยังไงๆ อยู่ เดินขึ้นเดินลงอยู่สองสามที ก็เจอพี่การ์ตูน ที่มามองฯ ด้วยกัน ก็เลยเดินตามกันไป วนขึ้นวนลงอยุ่นาน จนเจอกับกลุ่มใหญ่เข้า ปัญหาคือว่า พี่อนณ (พี่ทุนมองฯ เหมือนกัน) กับ ต้นเนี่ย ยังมาไม่ถึง แล้วคนอื่นกินข้าวหมดแล้ว เหลือเรา อัย (เจ้าแม่ทุนมองฯ รุ่นนี้) ก้อเลยบอกว่าให้เราไปกินก่อน เราก็เลยชวน รพี กับตั๋ม (ผู้ชื่นชอบเรื่องของกิน) ไปหาที่กินกันก่อน ก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ จนเจอร้านราเมนหนึ่งร้าน รีบเข้าไปเลย (ตอนนี้ มันหนาวอยู่อ่ะ) ก็นั่งกิน นั่งเมาท์ กันนิดหน่อย ตามประสา แล้วก็เดินกลับไปที่เดิม ปรากฏว่า..... ทุกคนหายไปหมดแล้ว !!!! แปลว่าเราหลงกับกลุ่มใหญ่นะนี่ (มารู้ทีหลังว่าพี่อนณ กับต้น ก็หลง ไปสตาร์บั๊คคนละสาขาเหอๆ) จากนั้นสามคนก็เลยตัดสินใจว่า ช่างมันเดินดูของกันเองเลย ก็เลยได้เดินเล่นชิบุย่ากันต่อ สามคนเดินไป ก็ตะลึงกับราคาหลายๆ อย่าง เช่นผลไม้ ที่แพงโคตรๆ ส้มลูกละเป็นร้อยๆ เป็นต้น ได้เดิน big camera ร้านเครื่องไฟฟ้าที่ใหญ่พอควร ตั๋มก็ซื้อของนิดหน่อย ทำ point card ไว้ด้วย และดูของต่างๆ นานา เดินพอหอมปากหอมคอ ก็ ไปถ่ายรูปกับฮะจิโกะ ตำนานสุนัขซื่อสัตย์ จากนั้น รพี กับตั๋ม ก็หาทางกลับ รถบัสคันเดิม ซึ่งก็งงๆ นิดหน่อยว่านั่งถูกไหม หลังจากมั่วคันจิ และใช้ความรู้ ญี่ปุ่นที่พอจะมีกันบ้าง ก็หาทางกลับกันไปได้ ส่วนเราเนื่องจากเมื่อวานเดินกลับเอง วันนี้เลยต้องหาทางขึ้นรถให้ถูก ซึ่งก้ไม่ยากอะไร แค่ย้อนกลับไปทางเดิม แล้วก้ถามพนักงานรถไฟเอา เค้าก็บอกว่า numba 2 แปลว่าหมายเลขสองนั่นเอง ก็วิ่งขึ้นไป กลับหอได้ ที่น่าตื่นเต้นอย่างนึงคือ เห็นสิ่งที่เหมือนในหนังเลย คือคนญี่ปุ่นเบียดกันขึ้นรถไฟฟ้า เบียดกันจริงๆ เบียดมาก ๆ ยิ่งกว่าคนไทยเยอะ ที่ไทย เบียดกันแล้วพอเต็มก็จะหยุดแต่ที่นี่เวลา prime time ที กลับบ้านกันหมด เค้าจะเบียดกันแบบเรียกได้ว่า ก้น ชน ก้น หลังชนอก อะไรประมาณนั้นทีเดียว เวลาจะลงสถานีที่ก็ไม่ต้องทำไรครับ แค่เบียดๆๆๆๆ ดันคนข้างหน้าไป แล้วก็ sumimasen ไปตามทาง แล้วก็จะออกมาได้เอง เหอๆ นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกดีอีกอัน กลับถึงหอก็ได้ฤกษ์ นอน ตามระเบียบด้วยความง่วง บวกหนาว วันรุ่งขึ้น ก็นัดกับ tutor จากแล็บเราเอาไว้ เค้าจะพาไปทำบัตรต่างด้าว และซื้อของมากมาย Day 3 - Meguro Office - Shibuya - Harajuku วันนี้รีบตื่นมา ทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก่อน tutor เราจะมา tutor มีชื่อว่า Iwasaki Wataru เป้นชาวญี่ปุ่น นัดกันไว้ที่หอเรา เวลา 10.30 พอสัก 10.20 ก็โทรขึ้นมาตามเราแล้ว แว้กๆ ยังพึ่งอาบน้ำเสร็จเรย ก็รีบแต่งตัว ทำนู่นนี่อีกสักสิบนาที ก็รีบลงไป นอกจากติวเตอร์คนนี้แล้ว ยังมีเพื่อนอีกคน ที่ติวเตอร์หาให้เป็นคนไต้หวันที่พักอยู่หอเดียวกันชื่อ Lin shu-hsi (เค้าบอกว่าอ่านว่าซูชิละ) ดังนั้น ที่ล็อบบี จึงเจอเพื่อนใหม่สองคน คือ วาตารุกับซูชิ ก็ คุยกันทักทายตามประสานิดหน่อย วาตารุ จะดูเป็นเด็กเนิร์ดๆ สไตล์เด็กโตไดทั่วไป ส่วนซูชิ จะออกแนวๆ คนเชื้อจีนบ้านเรา เห็นครั้งแรกนึกว่าคนไทยปลอมตัวมา เหอๆ หลังจากกรอกเอกสาร ต่างๆ นานา แล้ว เราก็ออกเดินทางไป Meguro Office ซึ่งเป็นสำนักงานประจำเขตการปกครองของ meguro อะไรทำนองนั้น (โคมาบะเป็นเขตที่อยู่ใต้การปกครองของ meguro อีกที) เข้าไป ก็ตรงไปทำบัตรต่างด้าว ซึ่งคนต่างชาติที่อยู่นานกว่าสามเดือนทุกคนจะต้องทำ ก็กรอก เอกสารตามประสา มีให้ใส่ชื่ออังกฤษ และคำอ่าน (furigana) เป็นตัวคาตาคานะด้วย ซึ่งเราก็ใส่ไปว่า プラーニーナラーラト タネート แปลว่า ปราณีนรารัตน์ ธเนษฐ จริงๆ น่าจะมี tsu เล็ก ตรงรัตน์ กับ เนษฐ ด้วย แต่เห็นมันยาวแล้ว เลยช่างมัน เหอๆ ชื่อนี้ก็เอาไปเปิดบัญชีที่ ไปรษณีย์ด้วย ปรากฏว่า ใบแทนบัตรต่างด้าว เนี่ย เนื่องจากคนมาทำเยอะ ปกติที่ควรได้เลย จะไปได้เอาวันจันทร์ที่ 9 แทน กลายเป็นว่าต้องไปเอาที่ komaba service desk แถวโตได (ที่เราอยู่) แทน แอบเซ็งเล็กน้อย แต่ยังไงก็ต้องไปเปิดบัญชีฝากเงินของไปรษณีย์ที่แถวนั้นอยู่ดี (สำหรับผู้ไม่รุ้ เราก็พึ่งรุ้เหมือนกันว่า ไปรษณีย์ที่ญี่ปุ่นเนี่ยมันฝากเงิน ถอนเงินได้เหมือนธนาคารเลยล่ะ สะดวกดี) หลังจากทำเรื่องต่างๆ แล้ว นายซูชิ ก็จะไปทำแล็บต่อที่ โอไดบะ ก็เลยตัดสินใจว่าหลังกินข้าวกลางวันที่ชิบุย่าแล้วจะแยกไป หลังจากนั้น เรากับวาตารุ ก็เลยจะไปซื้อของที่เราต้องการมากมายกันต่อ ขากลับก็เดินกลับไปสถานทีเดิมที่นั่งจากชิบุย่ามาคือ naka-meguro (แปลว่า ใน meguro ชื่อญี่ปุ่นมันจะตั้งประหลาดๆ ดี บนสระ งี้ น้ำสายใหม่ งี้) ตรงสถานีก้อได้ซื้อบัตรเติมเงินชื่อ suica แปลว่าแตงโม (ประหลาดอีกแล้ว) แล้วก็นั่งไปชิบุย่า เข้าไปกินร้านขวัญใจวัยรุ่นเงินน้อยชื่อ matsuya (ร้านทำนองนี้ดังๆ มีสองสามยี่ห้อ ที่รู้จากวาตารุ อีกอันชื่อ sukiya แต่มันไม่ใช่บุฟเฟ่ต์เหมือนบ้านเรานะ แม้ชื่อจะคล้ายๆ ซุกิชิ) ร้านนี้ก็จะเป็นระบบเหมือนโรงอาหารโคมาบะโตได คือเป็นระบบหยอดตังค์ กดตั๋ว ออกมา ไปนั่งโต๊ะแล้วพนักงานก็หยิบไปดู ทำอาหารตามสั่งมา ก็สะดวกดี ที่โตเกียว เห็นแบบนี้หลายร้านละ ก็ตอนนั้นเรากินข้าวหน้าหมูทอดคลุกไข่ราคาเพียง 450 yen เท่านั้น (กินบ่อยมากตอนนี้) ราคานี้สำหรับคนโตเกียว เค้าถือว่าอยู่ในระดับค่อนไปทางถูกแล้วนะ ถ้าถูกๆ เลยก็จะประมาณ 300 or 200 ปลายๆ ซึ่งถ้าไม่ใช่โรงอาหารละก็ มักจะเป็นเมนูขนาดเล็ก สำหรับบางคนอาจจะไม่อิ่มได้ หลังอิ่มหนำแล้วเนื่องจากเรา เผลอใส่เสื้อแค่สองตัว เพราะไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้ (คือเสื้อยืดข้างในกับเสื้อแจ๊กเก๊ต) ก็เลยบอกให้วาตารุ ตรงไปร้านเสื้อผ้าที่ถูกสุดชื่อ uniqlo เป็นยี่ห้อเอาใจคนจนอีกแล้ว (ไม่ได้ถูกมากหรอก) ราคาจะใกล้ๆ เมืองไทยสุดละ เสื้อยืด ตัวละสามร้อยบาทก็พอมี แพงหน่อยก็ตัวละพัน เป็นเสื้อแขนยาว เหมือนแจ๊กเก๊ตไว้ใส่หน้านี้ก็มี (แต่วันนี้ดันเป็นฤดูแปรปรวนอ่ะ หนาวเหมือนหน้าหนาว) ก็ซื้อเสื้อแขนยาวสเวตเตอร์พร้อม hood, หมวก และชุดนอนที่หนาหน่อย มาสามรายการ หมดไปห้าพันกว่าเยนได้ แพงจริงๆ หลังจากนั้น วาตารุก็ใช้ มือถือญี่ปุ่น ที่เล่นเน็ตได้ ดูแผนที่จาก google map พาเดินออกมาที่สถานี แล้วตรงไป harajuku แหล่งวัยรุ่นอีกที่ เค้าบอกว่าที่นี่ เด็กราวๆ มัธยมจะเดินมากกว่าที่ชิบุย่า ชิบุย่าจะออกแนวๆ วัยรุ่นตอนปลายเยอะเหมือนกัน ไปถึงร้าน daiso ร้อยเยน (เมืองไทยขาย 60 บาท แพงกว่าตั้งเท่านึง) ก็เริ่มปฏิบัติการซื้อแหลก ทุกอย่างที่จำเป็นตั้งแต่ คัตเตอร์ แม็ก ยัน กะละมัง ไม้กวาด สารพัด จะซื้อ คิดเป็นเงินไทย ตก เกือบ 1500 บาท อ่ะ แต่ก็ได้ของคุ้มทีเดียว พอเสร็จจะกลับมาชิบุย่า หาเครื่องไฟฟ้าต่างๆ ต่อ ก็ปรากฏว่า ฝนกำลังจะตก แล้ว พระเจ้าทำไมมัน แปรปรวนแบบนี้ รีบตรงไปชิบุย่า เข้าร้าน big camera ร้านเครื่องไฟฟ้าร้านหนึ่ง ที่เปิดแทบทุกที่ ซื้อเตารีด หม้อหุงข้าว กาต้มน้ำ และเครื่องกรองน้ำแบบติดกับก๊อก พร้อมทำ point card ซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะ แต้มสะสม เอาไปลดของครั้งต่อไปได้ พอเดินลงมาจากร้านนี้ ฝนหน้าหนาวก็ได้กระหน่ำลงมา เห็นวาตารุบอกว่า เค้าเรียกว่า mixed rain คือผสมหิมะด้วย สุดคุ้มเหลือเกิน เราจึงเอา point card ที่ได้มา ไปซื้อร่มราคา 150 เยนได้ฟรีๆ จากนั้น ก็กระเตงๆ กันไปกับวาตารุ ขึ้นรถไฟกับหอ ระหว่างเดินทาง บอกได้คำเดียวว่าหนาวสุดบรรยาย ยิ่งตอนเดินกลับจากสถานีไปหอแล้ว ต้องแบกของหนักๆ (วาตารุก็ช่วยมากจริงๆ ซึ้งน้ำใจ) ท่ามกลางฝนหิมะ อันหนาวเหน็บ ถ้าไม่ตัดสินใจซื้อเสื้อวันนั้น คงเป็นหวัดปอดบวมแน่ๆ เพราะสามชั้น เกือบเอาไม่อยู่ ตอนนั้นรุ้สึกได้ว่าหูเหมือนชาไปแล้วอ่ะ มันหนาวจนไม่รุ้สึก มือก็เย็นมากๆ หิ้วกันจนกลับมาถึงห้อง พอถึงห้องวาตารุก็บอกว่าคงต้องพักแป๊บนึง ค่อยกลับไปใหม่ เพราะของยังไม่ครบ ต้องรอฝนหยุดก่อน เค้าก็เลยจัดการแกะ เครื่องกรองน้ำมาต่อให้ อธิบายนู่นนี่ๆ นิดหน่อย ระหว่างนั้นก็ง่วงมากๆ สุดๆ เลย มันเหนื่อยด้วย หนาวด้วย เกือบแย่ วาตารุบอกว่า ตามพยากรณ์แล้วหกโมงฝนจะหยุด พอใกล้ๆ หกโมงเราก็เดินออกไปกัน ปรากฏว่าหยุดจริงๆ แฮะ แม่นจริงๆ ตอนออกไป ก็มีคนฝากนายจอห์น (ชาวเขมร 555 เหมือนคนไทยเลย ตั้งชื่อเล่นฝรั่ง เค้าบอกว่าชื่อจริงเค้าชื่อ จริยา ผู้ชายเขมรชื่อนี้ก็มีเขาบอก) ให้ไปกับเราด้วย ก็เลยพากันไปถึงชิบุย่า พอไปถึงชิบุย่า วาตารุก็พาไปร้านหนังสือชื่อ book first ขายหนังสือหลายประเภท เค้าก็เลือกหนังสือแผนที่โตเกียวมาให้ จากนั้น ก็รีบตรงไปร้าน ดงกิโฮเตะ ซึ่งขายของต่างๆ เครื่องใช้ในครัวเรือน ชนิดเรียกว่าจิปาถะมากมาย ที่นี่ก็ได้ซื้อของพวกกระทะ หม้อ แล้วก็ผ้าห่มผืนใหญ่ เพราะกลัวหนาว และได้เจอเพื่อนหอเดียวกัน เป็นคนสวิส ชื่อ lukas เค้ามาแลกเปลียนปีนึง ก็เสวนากันเล็กน้อย ซื้อของเสร็จก็รีบกลับ เพราะ วาตารุ บอกว่าอยากให้กลับไปกินโรงอาหารของโคมาบะโตได น่าจะถูกดี รีบเร่งเครื่องกลับกัน ก็ทันกินมื้อค่ำที่นั่น ได้กินข้าวแกงกะหรี่ ราคา 300 เยนเท่านั้น (ถูกทีเดียว) กับซุปมิโซะ ราคาแค่ 20 เยน ก็อิ่มมาก วาตารุบอกว่า ที่นี่เป็นอาหาร โรงอาหารที่ถือว่าอร่อยแล้วเมื่อเทียบกับแคมปัสอื่นๆ พอเสร็จก็เดินไปส่งวาตารุตรงหน้าประตูโตได ก่อนจะกลับขึ้นห้องนอนด้วยความเหน็ดเหนื่อย April 08 Knacky to Japan
หลังจากที่เคลียร์งานต่างๆ เสร็จในวันสุดท้าย คือวันพฤหัส เป็นการ พรีเซนท์งานที่ สวทช. ครั้งสุดท้าย ก็ได้ร่ำลาอ. และพี่ๆ ที่นั่น ก็เป็นอันเสร็จสิ้นภาระทั้งหมดที่ประเทศไทย วันศุกร์ก็ได้ไปส่งของของ jal เนื่องจากแบกมาไม่ไหวนั่นเอง วันเสาร์ก็มีการกินเลี้ยงญาติเล็กน้อย ก็ได้รับคำอวยพร (พร้อมเงินขวัญถุง เหอๆ) วันอาทิตย์ก็ได้ไปตัดผม ไหว้เจ้า ลาอาม่า เป็นอันเสร็จสิ้นสิ่งที่อยากทำและควรทำก่อนไป คืนวันอาทิตย์ เราน่าจะตื่นเต้น แต่รุ้สึกสงบเป็นพิเศษ แปลกดีเหมือนกัน อาจจะเพระพยายามต้งใจให้ไม่ตื่นเต้นมากอยู่แล้วมั้ง กลัวนอนไม่หลับ แล้วเดินทางไปจะโทรม คืนนั้นก็ได้นอนประมาณห้าทุ่มกว่าๆ ตื่นมาสักตีสี่กว่า Day 1 - Arrive in Japan - Narita - Komaba - Shibuya ตื่นมาพร้อมความงงๆ (นอนไม่พอเท่าไร) ตอนนั้นก็คิดในใจว่า วันนี้แล้วสิ ที่จะต้องไปแล้ว มันดูเหมือนน่าจะใจหายนะ แต่ความรุ้สึกนี้มันมีหลายวันแล้ว เลยไม่ค่อยมา peak วันนี้เท่าไร (ก่อนหน้านี้ก็คุยเล่นกับพี่ที่จะไปด้วยกันว่า ต้องไปแล้วๆ เหลือกี่คืน ไรงี้) ก็อาบน้ำ กินข้าว ตามปกติ พอถึงเวลาจะไป (ตีห้าแล้ว) ปรากฎรถเก๋งพ่อ โดนขโมยกระจกข้างสองบานซะงั้น ขโมยนี่มันเลวจริงๆ มาขัดขวางการไปญี่ปุ่นของเรา ทำให้ล่าช้าไปอีกสิบกว่านาที พ่อเลยต้องเอาปิกอัพไปแทน ก็ได้นั่งไป รีบบึ่งไปที่ สุวรรณภูมิ สัก 5.30 - 5.45 รพีก็โทรมา บอกว่าถึงยัง (คือ คนอื่นถึงหมดแล้ว 555 พวกตั๋ม ต้น รพี แก๊งค์สี่หนุ่มแห่งโตได ตอนแรกเค้าจะรอเราเช็กอินพร้อมกันจะได้ที่นั่งใกล้กัน) เราก็บอกว่าใกล้ละๆ (จริงๆ ไม่รุ้ว่าต้องขับอีกเกือบสิบห้านาทีแน่ะ) พอไปถึงก็รุ้สึกว่า สุวรรณภูมินี่ใหญ่ดีนะ แต่นี่ไม่ใช่เวลามามัวตื่นตานะ เพราะมันเริ่มจะสายแล้ว ลงรถก็รีบเข็นรถกับแม่ กับนิค เดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว เข้าไปก็ช็อคเล็กน้อย คนทำไมเยอะงี้ว่ะ จะบินไรกันนักหนาเยอะแยะ มีเด็กๆ นร. สมศว. และสวนกุหลาบด้วย มาส่งเพื่อน ๆ น้องมองบุโช ป.ตรีนั่นเอง มากันเต็มพื้นที่เลย แล้วก็พบเด็กมองบุโช นักศึกษาวิจัย (ทุนแบบเรานั่นแหล่ะ) มากมาย แต่ละคนมีสไตล์ของตัวเอง บางคนสูทเต็มยศ บางคน เสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา ส่วนเรา เสื้อแขนยาว(ยืด) กางเกงยีนส์ ทับด้วยเสื้อแจ๊กเก๊ตกึ่งสูท ตั๋มเห็นแล้ว ก็ไปบอกต้น ว่า แน็ค new look ประมาณว่าใส่เสื้อตาข่ายมาไรงี้ ต้นก็ตกใจใหญ่ ปรากฏว่า แค่เราใส่ดูวัยรุ่นขึ้นหน่อยแค่นั้นแหล่ะ ทำเป็นตกใจกันหมด ไปถึงก็สวัสดี ญาติ ๆ ของสี่โตได และ พ่อแม่ของพี่ๆ น้องๆ ที่ไปพร้อมกันบางคน ที่พบ ตอนนั้น มันก็ยุ่งๆ มาก เพราะแถวเช็กอินยาวมาก ก็เลยต้องค่อยๆ ต่อ สลับๆ กับให้แม่เฝ้า เพราะต้องคอยถ่ายรูป รับแขกที่มา มากมาย นอกเหนือจากญาติผู้ใหญ่ที่มาแล้ว เพื่อ่นๆ พี่ๆ น้องๆ ที่มาก็ได้แก่ พี่เข็ม (พี่รหัสหอยหลอด) พี่อาม jstp น้องโอ jstp น้องปู และน้องตาลจากชมรมดนตรีไทย แทนวรรณ อดีตนายกสโม ผู้ซึ่งจะบินไปยุโรป เร็วๆ นี้ ปิงปิง อันดับหนึ่งแห่งคณิตศาสตร์จุฬาฯ (แฟนใครบางคน เหอๆ) พี่หนุ่ย แห่งสโมฯ ที่เรารุ้จักดี นอกจากนี้ก็มีเพื่อนๆ ของเด็กวิศวะ มาส่งต้น ตั๋ม รพี ประปราย คงจะไม่เยอะเท่า เพื่อนๆ เด็กๆ อ่า พวกนั้นเค้ายังสนิทกันมาก ล่ะมั้ง พวกเรามันแก่แล้วเหอๆ ที่สำคัญกว่าคือ มันบินเช้ามาก!!!! พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่บอกว่าจะมาส่ง นี้ ถอยทัพกันเป็นแถบๆ เพราะตื่นไม่ไหวบ้าง ต้องไปทำงาน ฝึกงานบ้าง เลยมีเท่าที่เห็น แต่ทั้งที่มาและมาไม่ได้ ก็ขอขอบคุณนะครับที่ตั้งใจไปส่งกันทุกคน หลังจากร่ำลา ญาติพี่น้องกันแล้ว นักเรียนทุนแต่ละคน ก็ทยอยกันเข้าไปด้านในเพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่อง เรา รพี ตั๋ม ต้น บูรณ์ ก็เป็นล็อตท้ายๆ ที่เข้าไปทีหลัง เพราะมัวรอกันไป รอกันมานั่นเอง ที่เคาน์เตอร์เค้านัดไว้ 7.40 ว่าจะเรียกขึ้นเครือง แต่ตอนนั้น 7.35 แล้ว เราก็พึ่งจะเดินเข้าไปกัน เข้าไปเช็คพาสปอร์ตปรากฏว่า คนเยอะมาก (มีคนสายหลายคนเหมือนกันแฮะ) พอรอ ครบองค์ประชุม ก็เดินเข้าไปข้างในเป็นครั้งแรก เห็นร้านรวงมากมาย ราคาคงแพงมากมายด้วย แต่ ก็ไม่ว่างแวะดูแล้ว ต้องรีบไป เดินๆๆๆๆๆ ทำไมทางมันยาวจังฟระ กว่าจะไปถึง gate F มันอยู่ปลายสุดอ่ะ พอถึงสุดท้ายก็มีอีกด้านเช็คอาวุธในตัว ปรากฏว่าของเรามันดังที่อะไรไม่รุ้ (คงไขควงแหล่ะ) แต่ จนท. เค้าหาไม่เจอ นึกว่า handy drive ก็เอาไปดูนิดหน่อย แล้วก็ไม่ว่าไร ส่วนรพี ก็ดังไขควงแบบชัดๆ แต่เค้าก็ให้เอาเข้า สงสัยเห็นว่าเป็นเด็กนร. nerd ๆ ไม่น่าไป ก่อการร้ายได้ เหอๆ เนื่องจากเรากับรพีโดนสกัดไว้ ที่เหลือก็เลยเดินไปแล้ว เราสองคน เรยต้องรีบเดินตามไป แต่เราของพะรุงพะรังมากๆๆๆๆๆ (มันเยอะตรงมีของฝากชาวบ้านด้วย) ไปถึงก็เกือบ 8 โมง เกือบไม่ได้ไปญี่ปุ่นละ เหอๆ ขึ้นไป ที่นั่งก็ดันอยู่ซะหลังเชียว เดินไป เป้ก็ไม่รุ้ไปเกี่ยวหน้า คนไหนบ้าง ได้แต่ sorry ๆ ไปเรื่อยๆ กว่าจะถึงที่ ที่ใส่ของด้านบนก็โดนเขาแย่งไปซะส่วนใหญ่แล้ว ก็ต้องหาๆ มุมใส่เอา กว่าจะได้นั่งก็เหงื่อแตกพอดี ตอนแรก กะว่าจะนอนแหลกเรย ถึงญี่ปุ่นพอดี แต่เนื่องจากไม่ได้นั่งเครื่องบินนาน แถม ไม่เคยขึ้น jal ด้วย เลยต้องขอลองเล่นของเล่นสักหน่อย มันก็มีจอยให้เล่นเกม จริงๆ ต้องเลือกดูวิดีโอ กับ เพลงได้ แต่ระบบดันเจ๊ง เค้าเลยให้ gift voucher มาทีหลัง ส่วนใหญ่ก็เลยเล่นเกม งูกินหาง otello เกมยิงๆ ฯลฯ เล่นเมื่อยก็หลับ หลับแล้วก็กินต่อ เข้าห้องน้ำ แปรงฟันเล่น (ใช้แปรงสีฟันฟรีของเค้า) สรุปได้นอนหน่อยเดียว ไม่ถึง สี่สิบนาที แล้วก็ถึงแล้ว ตอนถึงก็ดูตื่นเต้นกันดี เนื่องจากเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันหลายคน ก็ มือใหม่ทั้งนั้น แบบไม่เคยมาญี่ปุ่นบ่อยๆ นานๆ เท่าไร ตอนลงจากเครื่อง นี่ลำบากสุด มันพะรุงพะรรัง พนักงานญี่ปุ่นเค้าก็ถามว่า "大丈ぶですか" ใหญ่เลย (ประมาณว่า ไหวไหมๆ) กว่าจะลงจากเครื่อง ถึง ด้านใน ชุดนึงก็เดินไปแล้ว เราก็เหลือกันชุดหลัง พวก ต้น ตั๋ม บูรณ์ รพี และพี่ๆ อีกบางคน ก็ค่อยๆ กระเตงๆ กันไป ตามประสา ตามทางที่ยาวมาก ไปถึงรถรางที่ต้องข้ามระหว่างตึก ก็เดินเข้าไป พอถึงที่เช็คพาสปอร์ต ทำไมมันเงียบๆ จังหว่า รู้งี้น่าเดินตามคนที่รุ้เรื่องไปแต่แรกดีกว่า ก็มีพนักงานรุ่นแก่ๆ หน่อย มาดูๆ ให้ แล้วก็ชี้ทางไปเคาน์เตอร์ ตรงนี้ไม่มีไรมาก ก็ตรวจๆ ไป เสร็จแล้วก็ลงบันได ไปรับกระเป๋า โชคดีที่กระเป๋า ที่โหลดเข้าเครื่อง มีน้อย เลยหาง่ายแล้วก็ผูกโบว์ไว้เป็นสัญลักษณ์ด้วย เลย ไปถึงปุ๊บหาเจอปั๊บทันที ก็หยิบใส่รถเข็น เดินผ่านศุลกากรของเขา ตรงนี้ก็ต้องเอาใบที่ส่งของของ jal มาให้เขาปั๊ม แล้วพอออกไปที่ล็อบบี้ สุดท้าย ก็ต้องเอาไปยื่นเคาน์เตอร์อีกที ขั้นตอน พวกนี้ มันระบุในคู่มือไว้ แต่มันก็งงๆ นิดหน่อยอยุ๋ดี เนื่องจากเป็นครั้งแรก ต่อมาก็ถึงขั้นสุดท้ายของการมาถึง คือไปเช็คชื่อ และรับเงินแรกเข้า 25,000 yen จากตรงนี้จะมีเจ้าหน้าที่ขององค์กร jasso ซึ่งดูแลนักเรียนญี่ปุ่น พาไป ก็เดินๆ ตามเขาไป ที่ตรงนี้ จะมีมองบุโช จากทั่วทุกทิศมาชุมนุมกันทั้งเกาหลี อินเดีย อินโด ไต้หวัน มีหมด จนท. ตรงนี้จะสับสนมากๆ เพราะมันหน้าคล้ายๆ กัน บูรณ์โดนทักเป็นเกาหลี ส่วนเราก็โดนทักเป็นไต้หวัน เหอๆ มันมั่วๆ ไปหมด จากตรงนี้เราก็นึกได้ว่าต้องเอาใบไปที่เคาน์เตอร์ ก็วิ่งตามแผนที่ไป ปรากฏเจอ จนท. หนุ่มคนหนึ่งเอาให้เขาดู เค้าก็พูดเป็นญี่ปุ่นแหลก (ฟังไม่ทันและไม่ออกด้วย) พอพูดอังกฤษไป เค้าก็ตอบมาเป็นอังกฤษ สไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งฟังยาก แต่ก็พอจะเข้าใจลางๆ เค้ายืนนนึกคำว่า "next to" นานมาก ตอนนึกก็ทำนิ้ววนๆ ที่หัว ตลกมากเหอๆ คือเขาจะบอกว่า เคาน์เตอร์นี้มันอันเก่าแล้ว อันใหม่คุณต้องไปที่อีกอันซึ่งถัดจากร้านกาแฟ (นึกเป็นอังกฤษ ไม่ยากเลยนะ แต่เค้าคงไม่ค่อยได้ใช้) พอทำเรื่องตรงนี้เสร็จก็ไม่มีอะไรมาก ก็ ปั๊มๆ ตรา ต่างๆ ตามระเบียบ หลังจากนั้นก็พารพีไปปั๊มด้วยอีกคน เสร็จ เข้าไปรับเงินก็รอนานอีกแล้ว จากตรงนี้ เรากับเพื่อนๆ ก็ต้องแยกกันแล้ว เพราะเราดันพัก komaba lodge คนเดียว ในขณะที่กลุ่มใหญ่ที่เราสนิทอยู่ soshigaya กันหมดเลย พอรับเงินเสร็จเค้าก็เรียกไปรวมแยก ตามสถานที่แล้ว เราก็ไปโดยไม่ทันได้ร่ำลาเพื่อนๆ พบว่าต้องไปกับคนอินเดียชื่อ atish ไรสักอย่าง ยาวเป็นกิโลเลยชื่อเค้า ก็ทักทายกัน ปรากฏว่าเขาพูดอังกฤษได้อย่างเดียว ญี่ปุ่นไม่ได้เลย ก็ ทำความรู้จัก ชวนคุยสัพเพเหระตามประสาไปเรื่อย เสร็จแล้วก็มี จนท. พาไปเรียกแทกซี่ (เค้าออกเงินให้) เป็นแทกซี่ที่ไม่มีวันได้นั่งเองแน่ๆ แพงโคตรๆ ก็นั่งจากนาริตะ ไปที่หอในโคมาบะ โตเกียว อากาศขณะนั้น เย็นทีเดียว เย็นเหมือนที่คิดไว้ แต่ก็เป็นอากาศที่ทนได้ นั่งรถไป ก็คุยกับคนอินเดียไป บลาๆๆๆ ดูสองข้างทาง ขับไปพักนึงกว่าจะเจอ บ้านเรือนผู้คน แสงสี บริษัทต่างๆ ทั้ง IBM, sharp, etc. มากมาย คนทำงานที่ไม่ยอมกลับบ้านกันสักที เหมือนที่หลายๆ คนบอกไว้ ฯลฯ พบได้หมด บรรยากาศยามค่ำคืนที่นี่ก็สวยดีแฮะ การมาครั้งแรกก็น่าประทับใจดี ขับไปประมาณชม. นึงจากนาริตะ กว่าจะถึง เราก็มีงีบไปเหมือนกันเพราะเหนื่อยมาก นาย atish ก็งีบเหมือนกันมาถึงโคมาบะ คนขับก็ไม่พูดไรเรย เพราะถูกบอกโดยจนท. มาก่อนแล้วว่า เราเป็นชาวต่างชาติ พูดญ๊ปุ่นไม่ได้ ไรเงี้ย เค้าก็ขับตามทางเข้าไป ถึงประตูใหญ่ แห่งโตได!!! ด้านหน้ามีต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นด้วย ไว้จะเอารูปมาลง ดูคลาสสิกดีเหมือนกัน แคมปัสนี้ จากนั้นก็ขับไปตามทางแล้ว คนขับก็งง เหอๆ ก็เลย ทักเด็กนร.คนนึง ที่เดินมาอยู่ ประมาณว่าบอกทางหน่อย นร.คนนี้ก็ใจดีมากๆ (หน้ายังเด็ก แต่คงเรียนป.เอก ป.โทแล้ว) เค้าวิ่งพาไปบอกทาง สุดท้ายก็วิ่งนำหน้าแทกซี่ ไปถึงหอ เลย เหอๆ สุดยอดๆ ไม่คิดว่าจะเจอคนมีน้ำใจในโตเกียวได้ เห็นได้ยินคำร่ำลือว่าโตเกียว คนค่อนข้างเห็นแก่ตัว มาถึง lodge ยามค่ำคืนก็ดูสวยดี รีบขนของลงกันเข้าไปใน lodge ขอบคุณนร. คนนั้นตามระเบียบ เข้าไปก็พบกับพี่คนไทยสองคนที่มารอก่อนแล้ว (ดีใจมาก เจอคนไทยซะที) นั่นก็คือพี่เฮ้าส์ ที่เคยพักที่นี่มาก่อนแต่ออกไปแล้วอยู่แถวฮงโงะ และ พี่บุ๋ม มารอรับเราไปกินข้าวที่ชิบุย่า เข้าไปถึงก้อเจอคนสเปนชื่อ minirva เป็นคนแนะนำนู่นนี่ๆ ให้ว่าในหอมีไร ทำไรได้บ้าง ฯลฯ ดูๆ ไปหอนี่ ก็ท่าทางน่าอยู่ดี เสร็จแล้วก็รีบขึ้นเอาของไปเก็บ แล้วลงไปกับพี่เขา พี่เขาก็พาไปที่สถานี และบอกให้จำทางเองด้วย เหอๆ เพราะเค้าจะไม่กลับมาส่ง ก็เดินดูทิวทัศน์ข้างทางไปก็สวยงามดี บ้านแถวนี้มันจะออกสไตล์เงียบสงบร่มรื่น ถึงสถานีก็ไปเจอกับพี่ๆ น้องๆ ที่พักกันที่หอ komaba ของ jasso ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ก็รวมตัวกันไปที่ชิบุย่าทันที ขึ้นรถไฟไปสองสถานีเท่านั้น สะดวกมาก ลงมาถึงชิบุย่าอันใหญ่โต แสงสี ตระการตามากๆ เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นญี่ปุ่น มากหน้าหลายตา แหล่งชอปปิ้งและของกินมากมาย เหมือนที่เห็นในทีวีเปี๊ยบๆ เลย พี่ๆ เค้าก็พาไปร้านๆ นึง ขายราเมน และข้าวต่างๆ ก็กินข้าวหน้าไก่ทอด ในร้าน ก็มีคนสูบบุหรี่ด้วย แต่อยู่ในโซนสูบได้ (แต่มันก็ติดกับโซนสูบไม่ได้อยู่ดี เหอๆ) กินเสร็จ ก็ลงมา ต่างคนต่างกลับ จะมีพี่บางส่วนที่ยังพัก komaba jasso อยู่เค้าก้อพาเดินกลับหอ จะได้รุ้จักทาง (แต่ไปด้วยวิธีนี้ครั้งเดียว เลยจำไม่ได้ ต้องเดินเกือบครึ่งชม.ด้วย ค่อนข้างไกล) พอถึงใกล้สถานีของเราก็มี seven อยู่ก็แวะซื้อของกินนิดหน่อย ของกินที่นี่ก็แพงตามระเบียบโตเกียว เหอๆ ก็ลองซื้อๆ ไปกินตามประสา สุดท้ายก็แยก กลับหอ ถึงหอก็จัดของนิดหน่อย แล้วก็นอน เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ ในวันแรกของโตเกียวอย่างเหน็ดเหนื่อย |
|
|