Thanet's profileFiboKnackyPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 28

    Kansai Trip Part 2

    เนื่องจากเนิร์ดตลอดสัปดาห์ทำให้ไม่มีเวลาอัพเลย กลางวันก็อ่านหนังสือแหลก กลางคืนก็เหนื่อยแล้ว ครั้นจะอัพกลางแล็บ ก็ไงๆ อยู่นะครับ บล็อกเลยอืดไปนิดนึง ว่าแล้วก็ต่อจากคราวก่อนเลยดีกว่า

    วันที่ 2 (Sun 23) OSAKA

    และแล้วก็มาถึงคิวของโอซากานะครับ หลังจากตื่นกันแล้วที่ยูสโฮสเทลของโกเบ แล้วกินข้าวเช้าตามมีตามเกิด (ขนมปังต่างๆ) ก็นั่งชมวิวจากห้องชมวิวของเค้า บรรยากาศดีมากมาย ดูได้จากรูปครับ ชิวๆ กันสักพัก ก็เริ่มเลทจากตารางที่ รพีกำหนดไว้ ก็เลยต้องกุลีกุจอกันออกมา พอลงมาก็แวะรายทาง ซื้อของฝาก กินขนมไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็หอบของลงเขามาจนถึงสถานี เสียเวลาพอควรทีเดียว แล้วก็นั่งรถไฟตรงไปโอซาก้า!

    DSC04899DSC04889DSC04929 DSC04920DSC04943DSC04947DSC05002DSC_1918DSC_1924DSC_1931

     

    ไปถึงก็พบของกินเลื่องชื่อ ตามสถานีชินโอซากา ตั๋มก็ตื่นเต้นเล็กน้อยตามประสา แล้วพวกเราก็เดินต๊อกแต๊กๆ มาถึงยูสโฮสเทล ชินโอซากา อันหรูหราอลังการมากมาย เพื่อเอาของไปเก็บ แล้วเตรียมตัวไปปราสาทโอซากากัน ตอนนั้นก็สายแล้ว (สายกว่ากำหนดการหนึ่งชม.แน่ะ) ไปถึงปราสาท ก็หิวแล้วอ่ะ แต่ทุกคนก็ดูว่าจะไปดูให้เสร็จก่อน เพราะตอนบ่ายก็จะไปหาของกินอยู่ดี เราก็เลยกินไอติมอะไรไปรองท้องก่อน ไฮท์ไลท์มันจริงๆ ไม่ได้อยู่ในปราสาทหรอก เพราะข้างในมันก็แค่พิพิธภัณฑ์ธรรมดาๆ เหมือนปราสาทอื่นๆ เลยดูแต่รอบๆ อย่างเดียว เดินเข้าไปก็มีหลายชั้นให้เข้า ระหว่างทางก็เจอ ตึกที่จัดแข่งยูโดกันเลยเดินเข้าไปดูกัน มีเด็กที่แข่งแพ้แล้วร้องไห้ด้วย เลยโดนครูเขกหัวซ้ำเหอๆ ประมาณว่า เอ็งร้องทำไมแค่นี้เอง (ดูรูปด้านบนขวานะครับ สังเกตน้องที่นอนด้านล่างได้ใจมากๆ ทำหน้าแบบ เจ็บปวด เพราะโดนปรับแพ้แล้ว ลุกไม่ขึ้น) ดูเสร็จก็เขยิบๆ เข้าไปใกล้ ฐานปราสาท ถ่ายรูปๆ กันตามอัธยาศัย เสร็จแล้วก็เดินกลับกัน เนื่องจากเราซื้อตั๋ววันของรถไฟใต้ดิน เลยขึ้นสายเจอาร์ไม่ได้นะครับ ต้องเดินอ้อมกันไปไกลทีเดียว เพื่อขึ้นรถไฟ ไปสถานที่ถัดไปคือ โดทงโบริ

    DSC_1936DSC_1961 DSC05011 DSC_2088 DSC_2107

    DSC_2121 DSC_2120 DSC_2145

    โดทงโบริ คือถนนคนกินนั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นพาราไดซ์ของตั๋มเลยทีเดียว ไปถึงมีเพื่อนคนนึงไม่ประสงค์ออกนามบอกว่า สังเกตไหมว่าตั๋มจะดี๊ด๊าๆ เป็นพิเศษเมื่อมาถึงที่นี่ ก็ไม่แปลกหรอกเพราะอย่างที่เล่าไปว่าคันไซของกินมันอร่อย แล้วเราเดินกันไปกินกันไปมันก็อร่อยจริงๆ อ่า มีทั้งร้านซูชิปูที่น่ากิน (แต่เรากินปูย่างของเขาแทนก็อร่อยดี แต่ให้น้อยมาก แพงมาก ห้าร้อยเยน เนื้อได้กินนิดเดียว) มีร้านราเมนน่ากินๆ หลายร้าน ที่สำคัญคือ ทาโกะยากิที่เลื่องชื่อดูได้จากคนต่อคิวครับ บางร้านที่เป็นพวกแชมป์ ทีวีแชมเปี้ยน คนงี้ต่อเป็นหางว่าว ทุกคน ก็ซื้อติดไม้ติดมือ ชิมกันคนละชามสองชาม อร่อยจริงๆ ฮะ เนื้อแป้งมันนุ่มกว่าโตเกียว แถมปลาหมึกไม่ต้องพูดถึง ใหญ่กว่าที่ไทย ฟูจิ ทาโกยากิ นี่ชิดซ้ายตกคลองไปสามโล ปลาหมึกก็เล็ก มีทาโกยากิแบบนึง ใส่น้ำซุปไม่เคยกินมาก่อนแปลกดี แถมอร่อยด้วยครับ รสชาติมันกำลังพอดีๆ กินนั่นๆ นี่ๆ กันเสร็จ สุดท้ายก็มาลงเอยหนักๆ กันที่โอโคโนมิยากิ (ได้กินกันหลากหลายมากๆ ทริปนี้ ครบทุกรส) โอโคที่นี่ จริงๆ น่าจะให้เราทำเอง ไปๆ มาๆ เค้าเสิร์ฟแบบทำให้เสร็จแล้วก็ดีครับรสจะได้พอดีๆ มาถึงเราก็แบ่งๆ กันกินเลย สั่งไปหลายหน้า อร่อยจริงๆ ขอบอก ทำไมของคันไซมันอร่อยไปหมดนะ ทั้งๆ ที่ร้านนี้ก็ไม่ใช่ร้านมีชื่ออะไร

    DSC_2141 DSC_2194 DSC_2251

    กินกันเสร็จแล้วก็แวะร้านกูลิโกะของฝาก ซื้ออะไรไปฝากกันตามประสา แล้วก็เดินข้ามฝั่งมาถนนอีกด้าน เดินดูของไปเรื่อยเปื่อย บริเวณนั้นของกินแบบติดๆ กันจะไม่เยอะเท่า แต่ก็มีอะไรให้ดูและกินได้บ้าง เสร็จแล้วก็ลงรถไฟ ไปต่ออีกที่ ซึ่งตอนแรกรพีวางแผนไว้จะไปที่ศาลเจ้าแต่เนื่องจากเวลามันไม่ทันแล้วเลยเปลี่ยนเป้า ไปเดินดูของเรื่อยเปื่อยแทน รอเวลาไปขึ้นตึกระฟ้าที่มีวิวสวยอีกที่นึง ซึ่งเราจะไปพบกับอู๋ ที่เรียนอยู่ที่โอซากายู

    จำสถานีไม่ได้แล้ว ชื่อตึกก็จำไม่ได้ เหอๆ แต่ว่าขึ้นไปสถานีที่มีร้านบิ๊กคาเมร่าเบ้อเร่ออยู่ ไปถึงก็เดินไปหาอู๋ ซึ่งมาพร้อมกับน้องคนนึงที่เรียนแถวโอซากาเหมือนกัน เสร็จแล้วก็พากันไปที่ตึกที่ว่านั่น เป็นระยะไกลพอควร ไปถึงก็ขึ้นลิฟต์กันไปชั้นสูงสุดเพื่อดูวิวบนตึกที่ว่า แล้วก็พบกับบรรยากาศเดิมๆ เลย เหอๆ คือคู่รักมาจู๋จี๋กันตามมุม ทำไมคนญี่ปุ่น ชอบที่มืดๆ สาธารณะๆ เพื่อบอกรักกันหรือไงไม่รู้แฮะ มีคู่นึงที่เราหันไปเจอเค้าจูบกันพอดีอีก - - ว่าแล้วก็เดินไปดูรอบๆ เป็นวงกลม ซึ่งก็จะเห็นมุมโอซากาทิศต่างๆ ตรงนี้จะว่าไปก็อากาศดีนะ เย็นสบาย มืดๆ ด้วย

    DSC_2242 DSC_2295DSC_2299 DSC05158

    หลังถ่ายรูปกันแบบมองไม่ค่อยเห็นอะไรเท่าไรเสร็จ ก้ลงมาเพื่อกลับไปตึกบิ๊กคาเมร่าเพื่อกินข้าวเย็นบนชั้นบน การเลือกอาหารที่จะกินนั้น ทำไมลำบากขนาดนี้ เพราะแต่ละคนก็อยากกินไม่เหมือนกัน กะหรี่บ้าง เส้นๆบ้าง ข้าวไข่ บ้าง (ผมน่ะกินอะไรก้ได้) งงจริงๆ กว่าจะเลือกกันได้ สุดท้ายไปลงที่ร้านข้าวออมไรซ์ ครับน่ากินมากๆ แต่กินเสร็จก็มีบางคนเลี่ยนชีสไปเลยครับ เพราะชีสเยอะ แต่เมนูเรา (มีคนบอกว่าเมนูคุณชาย) ต้องบาลานซ์ มีสลัด ด้วยให้ครบหมู่นะคร้าบ กินแล้วไม่เลี่ยนมาก อร่อยด้วยล่ะ น้ำซอสมันอร่อย มีซอสมะเขือ ฯลฯ บรรยายไม่ถูกอ่ะ เอาเป็นว่าอร่อยละกัน เหอๆ สุดท้ายก็ดึกแล้ว เลยต้องรีบกลับไปที่ยูสโฮสเทลกัน เพราะเดี๋ยวเค้าปิดประตู ปิดไฟจะแย่

    ตอนกลับไปนั่นมีเรื่องน่าตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะตอนมาถึงใกล้สถานีชินโอซากา แหนมลงไปนั่งในรถไฟซึ่งก็ไม่น่ามีอะไร แต่ตรงนั้นมีนิโกรผิวดำขลับยืนใกล้ๆ พอดีที่นั่งข้างแหนมว่าง เค้าก็เลยลงไปนั่งข้างๆ จริงก็ไม่มีอะไร แต่พวกเราขำกันไปเอง ขำดังจนเค้ารู้ตัวมั้ง แต่ก็แกล้งทำไม่มีอะไร แหนมบอกว่าผู้หญิงตรงข้ามขำแหนมตามเลย พอออกจากรถไฟเราก็เดินๆ กันออกมา แล้วพอดีพี่นิโกรนี่ เดินมาที่สอดตั๋วออก แล้วปรากฏของเค้ามันไม่ผ่านไม่รู้ตังค์ไม่พอหรือไร เค้าก็ทำหน้าเหนื่อยหน่าย ทันใดนั้นเค้าก็เตะเครื่องสอดตั๋ว ดังป๊าบ เข้าไปหนึ่งที พร้อมสบถอะไรสักอย่าง แล้วเดินไปปรับค่าตั๋ว พวกเราก็เดินออกมา พร้อมเสียงวิพากษ์ว่า เราไปทำให้เค้าโกรธอะป่าว เค้าถึงได้แสดงอารมณ์แบบนั้น ตั๋มบอกว่าจริงๆ ยังจะขำเค้าตรงนั้นด้วยซ้ำตอนเตะ แต่ยั้งปากไว้ทัน เหอๆ ตอนเดินมา ก็แอบเหมือนเค้าเดินตามเรามานิดๆ กวางก็ออกอาการกลัวเต็มที่เลย รีบจ้ำกันใหญ่ เวลานั้นทุกคนก็เหนื่อยกันมากแล้ว อยากกลับถึงที่พักไว้ๆ ก็เลยรีบเดินกันใหญ่ จริงๆ คือหนีเค้าน่ะหละเหอๆ แต่จริงๆ เค้าคงไม่ได้ตามเราหรอก แต่เรากลัวกันไปเอง สรุปเลยกลับถึงที่พักกันเร็วหน่อย เพราะ แต่ละคนจ้ำหนีตายกัน ไปถึงก็อาบน้ำ แช่น้ำร้อนกันอย่างมีความสุข พักผ่อนเอาแรงเตรียมไปสนุกกันในวันรุ่งขึ้น

    วันที่ 3 (Mon 24) OSAKA - Universal Studio

    วันนี้อาจจะไม่ค่อยได้ถ่ายรูปหน่อยเพราะว่ามัวแต่ไปเล่นกันในสวนสนุกอย่างเมามัน อย่างที่หลายคนอาจรู้แล้ว ที่นี่มันคือสวนสนุก ที่มีเปิดไว้หลายที่ในโลก ธีมมันจะออกไปทางเครื่องเล่นตามธีมหนังต่างๆ เช่น สไปเดอร์แมน แบกทูเดอะฟิวเจอร์ ฯลฯ ที่ไม่ถ่ายรูป เพราะถ้ามัวแต่ถ่ายจะไม่สนุกเอา และที่สำคัญคือ ฝนดันมาตกเอาวันนี้นี่สิ เหอๆ

    DSC05163 DSC_2327 DSC05198 DSC05187 DSC05218 DSC05217

    หลังจากตื่นนอนแล้ว เราก็กินข้าวเช้ากันที่ยูสฯ เพราะมีบริการสั่งอาหารเช้า ราคาไม่แพงด้วย เลยกินเลย จะได้เรียบร้อยก่อนออก บริการดีจริงๆ น่าพักอีกรอบ เสร็จแล้วก็ออกเดินทางไป วันนี้เราไม่สายมาก แต่คนก็เยอะอยู่ดีเพราะวันนี้เป็นวันหยุดของญี่ปุ่นเค้า คนเลยแห่กันมา เพื่อมาเล่น ตั๋วเป็นแบบเล่นกี่เครื่องก็ได้ กี่ครั้งก็ได้ 5800 yen มีพี่วินที่ไปก่อนแล้ว บอกว่า เวลาไปให้ไปเล่นเครื่องลึกๆ ก่อนเพราะคนยังเข้าไปไม่ถึง แต่เอาเข้าจริงเราก็ทำตามได้ไม่ค่อยมาก เพราะต่อคิวทีครับท่าน คนไทยต่อไม่ไหวหรอก จินตนาการว่า ต้องต่อเล่นเฮอริเคนที่ดรีมเวิลด์ สักสองชม. คงไม่มีใครเล่นแน่ๆ ที่นี่ต่อแต่ละอย่าง ครึ่งชม. ถือว่าน้อย และโชคดีมาก ถ้าต่อราวๆ ชม.นึง ก็ถือว่าปกติ จริงๆ มีทางพิเศษให้เข้าแต่ต้องเสียตังค์เพิ่ม แต่มันชื่อว่าทางด่วน แปลว่า ทางด่วนก็รถติดได้ใช่มะ พวกเราเลยไม่อยากเสียเงินเพิ่มเลยกัดฟันรอกันไป เครื่องแต่ละอย่างรอกันนานแต่เล่นจริง แค่ห้านาที สิบนาทีทั้งนั้น

     DSC05229 DSC05230 DSC05233DSC_2362 DSC_2412 
    DSC05242 DSC05244

    จากลำดับที่ยังพอจำได้ลางๆ เครื่องที่เราไปเล่นกันก่อนคือ

    1. Back to the future เพราะว่าคนยังไม่มากนัก เลยไปลองก่อน รอราวๆ 70 นาที (นานโคตรเรย ระหว่างรอ เราก็เมาท์ๆ เรื่องหนังเรื่องนี้กัน แล้วก็คุยเรื่องนั่นๆ นี่ๆ กันตามประสา) เข้าไปถึง แอบผิดหวัง เป็นรถธรรมดา โยกๆ ไปๆ มาๆ เหมือนหนังสามมิติบ้านเรา แถมเราคอเมื่อยอีกต่างหาก มันเอียงๆ ต้องเกร็งคอล่ะ
    2. Spider Man เครื่องนี้รอนานสุดแล้วคือ 130 นาที เวลาที่มันโชว์จริงๆ มันจะน้อยกว่านั้นหน่อยนะครับ แต่เอาตามนั้นละกัน เพราะเวลารอจริงๆ ลืมไปละ รอนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก อันนี้ที่ยอมรอกันเพราะ คนที่ไปก่อนบอกว่าสุดยอดของที่นี่แล้ว (ก่อนมีรถไฟเหาะ) ไปถึงพวกเพื่อนๆ เราเล่นต่อคำญี่ปุ่นเก่า แต่เนื่องจากเราขี้เกียจ แถมง่วงโคตรเลยขอบาย รอเวลานี้มันน่าเบื่อจริงๆ และพบว่าที่เค้าสร้างมาส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ให้คนรอจริงๆ เค้ากะให้คนรอมากๆ นี่เอง เข้าไป ก็ตื่นเต้นดีนะสำหรับเรา กราฟฟิกมันดีกว่าอันก่อนอ่า แม้จะเป็นรถธรรมดา แต่มันขยับได้จริงๆ ไม่เหมือนอันก่อน มีสามมิติ เลเซอร์ แพรวพราว ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว
    3. Hollywood Dream อันนี้เป็นไฮไลท์เลยครับ เพราะมันคือรถไฟเหาะ มาสวนสนุกไม่เล่นรถไฟเหาะ มันก็ไงๆ ใช่มะ พวกเราเลยไปรอถึง 60 นาที บวกเวลาดีเลย์อีก เพราะฝนเจ้ากรรมมันดันมาตกตอนนี้พอดี แม้จะไม่แรง แต่เค้าก็หยุดรถ เพือเช็คความปลอดภัย แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยต่อ ซึ่งเวลารอก็นานมาก ตอนนั้นราวๆ เที่ยงพอดี เข้าไปตามทางก็จะมีให้ดูว่าที่นั่งเรามี เพลงที่เลือกได้ให้ฟัง ระหว่างที่เราเล่นแล้วแต่คนชอบ มีร็อก ป๊อบ ไรงี้ ขึ้นไปนั่งเล่น แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ กระชากใจได้ดีจริงๆ อยากบอกว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเล่นรถไฟเหาะ แบบที่กล้าเปิดตาตลอดสักทีเลยอ่ะ ตอนอยู่ไทยก็ไม่ชอบเล่นไวกิ้ง มาที่นี่ก็คล้ายๆ เดิม หลับตาไป 50% อ่า กวางกับแหนม ข้างหน้าก็กรี๊ดๆๆๆๆๆๆ กันอย่างเมามัน เราก็โวยวาย ตามเพื่อนข้างๆ นิดหน่อย แต่แขนรพีนี่สิ ยกขึ้นมา (คือตั้งใจปล่อยตัวให้ก้นมันลอยน่ะไม่เกาะอะไร) แล้วมันแกว่งอันตรายมากๆ เหอๆ เกือบดันแว่นเราหลุดแล้ว เรานี่ต้องเหวี่ยงหัวหลบอย่างเดียว แม้รถนี้จะไม่มีตีลังกา แต่ก็มันทีเดียวเลย
    4. Shrek 4d movie อันนี้เป็นอะไรที่หลอกเด็กดี แต่เราก็ยังไปดู เพราะไม่รู้จะเล่นอะไร ฝนมันตกแล้ว บวกกับมันก็น่าสนใจดี ดูอะไรน่ารักๆ บ้าง รอกันไป 50 นาที เข้าไปก็คือหนังสามมิติ พ่นลม พ่นน้ำ พ่นฟองสบู่ได้ รวมๆ ก็น่ารักดีนะ แต่เราก็งีบไปหน่อย เหอๆ ง่วงนี่นา ใช้พลังมาค่อนวันแล้ว รวมๆ ก็มึนๆ เนื้อเรื่องจำไม่ได้ แต่ก็โอเคดี
    5. Flicked & The wizard of oz (show) อันนี้เป้นอะไรที่จับพัดจับผลูล่ะ เพราะฝนมันตกหนักมากกกกกก ทุกคนรีบวิ่งหาที่หลบกันไปตามทาง จนหลงไปเจอตรงนี้ แดนพ่อมดออซ ซึ่งเค้าจัดเหมือนโชว์อ่ะ เลยเข้าๆ กันไปก่อนละกัน รอแค่ 15 นาทีเอง แต่โชว์เนี่ย ดูไมค่อยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องจริงๆ ของโดโรธีกับพ่อมดเท่าไรนะ แถมฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ง่วงมาก ด้วย เหนื่อยโคตรแล้ว เลยงีบๆ ไปนิดๆ ต้นนี่หลับกันไปเลย แต่เท่าที่ฟังลางๆ คนร้องเพลงเค้าเสียงดีมากๆ เลย มีพลังเสียงมาก เพลงตอนจบก็น่าประทับใจดี
    6. Jurassic Park อันนี้ฝนก็ยังตกกันอยู่ดี ระหว่างทางที่เข้าไปเครื่องเล่นนี้ซึ่งรอราวๆ 40 นาที ก็มีขายของกิน ซึ่งที่กินกันหลายคนก็คือ น่องตุรกี (แต่มีคนบอกว่ามันไม่ใช่น่องตุรกีแท้ๆ) แต่ก็เอาเหอะ เรากินแล้วอร่อยก็พอ น่องมันใหญ่มากทีเดียว กินไป รอคิวไป ก็พอดีกินหมดก็ใกล้ได้เล่นแล้ว ระหว่างทางที่รอ ก็มีน้ำให้กดดื่ม มีถังขยะให้ทิ้งด้วย สะดวกดี พอเข้าไปแล้วก็อารมณ์ซูเปอร์สแปลช ดรีมเวิลด์อ่ะ ประเภทมีเรือนั่งๆ แล้วสุดท้ายกระโจนลงน้ำ แต่ที่นี่มันค่อนข้างเตี้ยนะ แล้วถ้านั่งถูกตำแหน่งจะไม่เปียกเลยด้วยซ้ำ (แต่ตอนนั้นเราก็ซื้อเสื้อกันฝนเค้ามาแล้ว เพราะฝนมันตกอ่ะ ไม่อยากเปียก กลัวไม่สบาย) ตั๋มนี่บ่นมากๆ เพราะไม่โดนอะไรเลย เหอๆ ตอนเข้าไปในโกดังที่มีไดโนเสาร์พ่นน้ำ ก็เฉียดหัวไป สรุปแล้วเครื่องเล่นนี้ ก็กลางๆ อะ ไม่ได้ตื่นเต้นหรือแย่มาก
    7. Jaws รอไป 35 นาที อารมณ์จะประมาณว่านั่งเรือไป แล้วมีเจ๊พนักงานคนนึงทำหน้าที่เอนเตอร์เทน คือพากษ์ไปด้วย บิวทอารมณ์คนเล่นไปด้วย ทำท่าแอกชัน ยิงปืนใส่ฉลามที่โผล่ๆ ตามน้ำ เอฟเฟค มันดีทีเดียวอ่ะ มียิงโดนถังน้ำมันระเบิดด้วย (ไฟร้อนมาก อยู่ไกลยังรู้สึก) สุดท้าย ฉลามก็ตาย ตามบท
    8. Hollywood Dream อ้อลืมเล่าว่า เครื่องเล่นนี้น่ะ เวลาเล่นมันต้องฝากกระเป๋านี่เป็นเหตุผลนึงที่ทำไมไม่ค่อยได้ถ่ายรูปในนี้ เพราะขี้เกียจหยิบเข้าๆ ออกๆ แถมบางทีก็ฝากไว้แล้วไปเล่นอย่างอื่น สุดท้ายก็มาเล่นอันนี้อีกรอบเพราะติดใจกันมาก แหมฝนจะตกอยู่ และฟ้าก็มืดแล้ว ตอนนั้น รอไปประมาณ 80 นาที ระหว่างนั้นทุกคนก็เริ่มตื่นเต้น เพราะเคยเล่นไปแล้ว ทำให้พอรู้ว่าจะเจออะไรเสียวๆ ตรงนี้บ้าง สำหรับเราก็ตั้งใจไว้เต็มที่ว่าจะต้องลืมตาตั้งแต่ต้นจนจบให้ได้ ระหว่างรอเราก็เล่นสิบยี่สิบกัน (คงเคยเล่นกันนะ คนญี่ปุ่นเค้าก็มีนะ แต่เค้าไม่ได้เรียกสิบยี่สิบมั้ง รู้สึกจะเรียกเป้นมือๆ กี่มือไรงี้) พอถึงคิวขึ้นไปเล่น เราก็ลืมตาดู โอ้ สุดยอดมาก เพราะกลางคืนมันสวยกว่ากลางวันมากๆ เลย เพราะแสงไฟระยิบระยับอ่า เล่นแล้วประทับใจมากๆๆๆ
    9. Sesame Street อันนี้เป็นคำเรียกร้องของต้นนะครับ เพราะต้นชอบเซซามี่มากๆๆๆ แล้วคราวนี้ก็รอไม่นานมากแล้วเพราะมันดึกแล้ว หลายเครื่องเล่นก็เริ่มปิดให้บริการแล้ว รอแค่ 30 นาทีก็ได้เข้าแล้ว โรงนี้มันคือโรงเดียวกับเชรคแหล่ะ ส่วนตัวไม่ได้ชอบตัวละครอะไรเป็นพิเศษ แต่มันก็ขำๆ ดีนะ ดูแล้วเพลินดีทน่ารักไปอีกแบบอ่ะ พอดูเสร็จออกมาก็ไปเดินดูของที่ระลึกของเขานิดหน่อย แล้วก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

     DSC05265 DSC_2456DSC_2470DSC_2474DSC_2473
    DSC_2481 DSC_2483 DSC_2488

    ที่จริง วางแผนกันไว้ว่าจะดูปีเตอร์แพนโชว์กัน แต่ก็อย่างที่คิดๆ ไว้ ฝนตกน่าจะหยุด แล้วก็หยุดจริงๆ แต่มีโชว์ยิงพลุนิดๆ หน่อยๆ พอหายอยากไป เค้าเรียกว่าเป็นโชว์พิเศษกลางฝนอ่ะ ดูเสร็จก็ตัดสินใจกลับกัน เพราะดึกแล้ว และวันนี้พี่แผ่นกับต้นจะต้องกลับบ้านแล้ว เหลืออีกห้าคนที่เหลือที่จะไปกันต่อ ก่อนออกก็ถ่ายรูปกับลูกโลก ยูนิเวอร์แซล แล้วก็นั่งรถไฟกลับไปที่สถานีที่ต้นจะต้องกลับบ้าน ระหว่างนั้น ตอนแรกก็วางแผนกันว่าจะกินข้าวกันดีไหม แต่ต้นว่าไม่ทันแล้ว พอใกล้ถึงสถานี ต้นก็รีบมาก จนทุกคนตกใจ เดินอย่างเร็วมาก ตอนนั้นทุกคนก็ยังหลงๆ นิดๆ เพราะจุดนัดพบเราก็ไม่เคยเห็นกันมาก่อน เวลาก็งวดเข้าไปทุกที ขึ้นจากสถานีเจอ ป้าคนนึง แกใจดีมากๆ เห็นเราเดินขึ้นมาทำหน้างงๆ หลงทางกัน เค้าก็รีบเดินมาหาเราก่อนที่เราจะเดินหาเขาซะอีก แล้วก็ช่วยอธิบาย ขีดๆ เขียนๆ แผนที่ให้ดู ตอนแรกเค้าว่าจะไปกับเรา พาไปด้วย แต่ก็กลัวว่าแกเดินช้า แล้วไปเร่งเขาก็ไม่ดี แถมเราก็เร่งๆ รีบๆ กัน เลยไปกันเอง เพราะเข้าใจทางแล้ว ตอนเดินออกมาไกลแล้ว รพีก็นึกขึ้นได้ว่าไปหยิบดินสอไม้ของยาย (น่าจะเป็นยายมากกว่า) ติดมือมาด้วย - - แต่ก็เอาเหอะ กลับไปก็ไม่เจอแล้วแน่ๆ เลยไปกันต่อ ไปถึงทันเวลาพอดี เหลือเวลานิดหน่อยพอให้พี่แผ่นกับต้นซื้ออะไรกินในมินิมาร์ท ก่อนขึ้นรถกลับโตเกียวได้ พอไปกันแล้วสองคน รู้สึกว่าคณะทัวร์มันเงียบเหงาทันทีเลยอ่า คนมันน้อยๆ ไปถนัดตา (เพราะคนตัวใหญ่หายไปคนนึง เหอๆ) ก่อนกลับที่พักเราก็หาอะไรกินกันก่อน ซึ่งตอนนั้นร้านมันปิดเกือบหมดแล้ว ตั้งสี่ทุ่มกว่าแล้วนี่นา (ถ้าเป็นที่ไทย คงหากินได้ง่ายกว่า) หลังจากกินชุดข้าวอะไรง่ายๆ กันอิ่มหนำแล้วก็กลับไปพักผ่อนตามอัธยาศัยเพื่อไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ กับนาระ ในวันต่อไป 

    October 21

    Kansai Trip (Fri 21 - Thu 27) Part 1

    และแล้วก็ได้เวลาอัพบล็อกซะที หลังจากไปเที่ยวมาเดือนนึง ต้นถามว่า การอัพบล็อกมาใช้เวลาขนาดนั้นหรือ, ยุ่งจนไม่มีเวลาขนาดนั้นรึ จริงๆ ก็คือยุ่งน่ะแหล่ะครับ พอกลับจากเที่ยวแล้วก็เปิดเทอม เปิดเทอมแล้วก็มีพิธีการนั่น นู่น นี่ มีเลกเชอร์ต่างๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นเคย (เพราะมันเป็นภาษาญี่ปุ่นน่ะแหละ) บวกกับวิชาที่ต้องไปเที่ยว ทัวร์ตามแล็บต่างๆ ทั้งที่ ชิโรคาเนได ชิบะ โอไดบะ ฮงโกะ และ โยโกฮามะ ตามลำดับ ตอนนี้ไปมาสองที่ แล้ว ลำบากพอควร ไปทีก็ยุ่งทีเดียว เพราะต้องเตรียมว่าจะไปเส้นทางไหน ไปกี่โมง ฯลฯ เพราะเดินทางแต่ละที ต้องดูว่ารถบัสที่พอดีรอบ มันออกกี่โมง เพื่อให้ทัน รถไฟ รอบที่ต้องการ ซึ่งหลายทีก็ไปไม่ค่อยจะได้ตรงเวลาเท่าไร - - เพราะ กะไม่ตรงกับเวลาบ้าง สายไปแค่เสี้ยววินาทีบ้าง ฯลฯ

    เอาล่ะ เข้าเรื่องที่ไปเที่ยวคันไซดีกว่า ทริปนี้ ก็ได้รับการสมนาคุณจัดขึ้น โดย รพีนะครับ เป็นคนวางแผนทั้งเรื่องการเที่ยวในแต่ละวัน และงบประมาณส่วนใหญ่ ที่กะเกณฑ์กันไว้ ซึ่งก็ไม่เกินตามงบที่กำหนดไว้ เพราะ บางมื้อเรากินกันถูกกว่าที่ตั้งไว้ แถมบางวันยังกินไม่ค่อยจะเป็นมื้อ เลยงบน้อยลง ส่วนแต่ละมื้อจะกินอะไร เดี๋ยวจะค่อยๆ เล่าที่สำคัญๆ ให้ฟังนะครับ สมาชิกของทัวร์ครั้งนี้ก็มีด้วยกันเจ็ดคน คือ เรา รพี ต้น กวาง แหนม ตั๋ม และพี่แผ่น ซึ่ง ต้นกับพี่แผ่น นั้น ได้กลับไปก่อนตอนวันที่สามครับ (ถ้านับตามเวลาเที่ยวจริงๆ จะมีทั้งหมด ห้าวัน ที่ได้เที่ยวเต็มๆ นะครับ)

    คืนวันที่ 1 (22.30 on Fri 21) 
    เพื่อไม่ให้งง จะไม่นับเป็นห้าวัน เจ็ดวันนะครับ จะเรียกวันศุกร์นี้ว่าเป็นกลางคืนวันที่หนึ่งละกัน เพราะวันนี้ก็ไปตอนกลางคืนจริงๆ นัดกันไว้ราวๆ สี่ทุ่มครึ่ง (ถ้าจำไม่ผิด) ตอนที่เราไปถึงพวกหอโซชิกาย่าก็ไปกันถึงหมดแล้ว เพราะพวกนั้นออกเดินทางเร็วกว่าเราเสียอีก (ทริปครั้งนี้มีเราคนเดียวที่อยู่ข้างนอก ที่เหลือเค้าอยู่หอเดียวกันหมด) ที่ที่นัดกันก็คือ สถานีรถไฟโตเกียวนั่นเอง นับแล้วจริงๆ นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ออกมาเดินเล่นตอนกลางคืนแถวสถานีโตเกียวนี่ ไปถึงก็เดินเล่นรอเวลา เพราะรถบัสจะออกราวๆ ห้าทุ่มกว่า (แต่เอาเข้าจริง ห้าทุ่มก็ออกรถแล้ว คิดว่าน่าจะเพราะสมาชิกบนรถครบแล้วนั่นเอง) โต๋เต๋ๆ แป๊บเดียวก็ได้ขึ้นรถแล้วก็ออกเดินทาง แวะตามทางนิดหน่อย เพราะต้องรับผู้โดยสาร ตามจุดใหญ่ๆ การนั่งรถบัสรอบกลางคืนไปนี่ ก็ค่อนข้างลำบากพอควร เพราะนอนไม่ค่อยสบายนัก (แต่คนอื่นก็บอกว่าเรานอนได้มากสุดแล้ว) เนื่องจากที่นั่งมันแคบ ยืดขาไม่สะดวก แถมจอดตลอดทาง มีไฟวูบวาบตลอด นอนแบบตามมีตามเกิดมาจนถึง แถบคันไซ ราวๆ หกโมงกว่า ผ่านเกียวโต โอซากา ไปจอดที่โกเบ ซึ่งเป็นที่แรกของการเที่ยวครั้งนี้ ในเวลา 8.00 น. โดยประมาณ (ถ้าจำไม่ผิด)

    DSC04663 DSC04662 DSC04667 DSC04672 DSC04669 DSC04671

    วันที่ 1 (Sat 22) KOBE 
    มาถึงเมืองโกเบครั้งแรกในชีวิต รถบัสก็มาปล่อยแหมะ ตรงจุดนึงในเมือง รู้สึกเหมือนถูกเอามาทิ้งยังไงไม่รู้ เพราะแต่ละคนก็มึนๆ กรึ่มๆ กัน เนื่องจากพึ่งตื่น แถมนอนไม่ค่อยพอ หลังจากตั้งสติได้ รพีก็นำทางไป ยังอีกด้านนึงของเมือง เพื่อขึ้นเขาไปยังที่พักของเราในวันแรก ซึ่งก็คือ youth hostel สาขาโกเบนั่นเอง ทางที่ผ่านนั้นก็เป้นเนินเขาจริงๆ ครับ เรียกได้ว่าต้องปีนกันขึ้นไปทีเดียว พร้อมสัมภาระที่แต่ละคนแบกมาไม่เท่ากัน แต่กว่าจะขึ้นไปถึงก็เล่นเอาหอบกันตามๆ กันครับ บรรยากาศบนเนินนี้ ก็จะออกไปทางตะวันตกหน่อย เพราะเป็นส่วนที่มีฝรั่งเคยมาอาศัย สิ่งปลูกสร้างเลยออกไปทางฝรั่ง ซึ่งต่อมาเค้าก็ทำเป็นพิพิธภัณฑ์บ้าง สถานที่เที่ยวชมบ้าง ซึ่งจุดนี้ก็จะมีหลายบ้าน แต่เราก็ไปกัน แค่สองสามบ้านเท่านั้น เนื่องจากเวลาอันจำกัด (ถ้าจะเที่ยวทั่วโกเบ วันเดียวไม่พอจริงๆ อ่ะ) หลังจากเอาของไปเก็บที่ที่พักที่มีขนาดเล็กทีเดียว (ซึ่งตั้งอยู่ติดกับศาลเจ้า) เราก็เดินลงมาเที่ยวกันตามบ้านต่างๆ (จำชื่อไม่ค่อยได้ละ เอาเป็นว่าดูรูปนะครับ) รายละเอียดจะขอตัดไป เพราะเดี๋ยวจะยาวเกิน แม้จะแบ่งภาคแล้วก็ตาม บ้านเหล่านี้ ส่วนตัวก็เฉยๆ ครับ ไม่ได้ชอบมาก แต่ก็ไม่ได้เบื่อมาก อารมณ์เหมือนบ้านที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ เราก็ควรจะไปดูสักครั้ง

    DSC04702 DSC04681 DSC04690 DSC04715 DSC04710 DSC04726

    ตามแผนการรพีคือเที่ยวดูแทบทุกบ้านเลย แต่เอาเข้าจริง เราเดินได้ไม่เร็วนัก เพราะร้อนนๆๆๆ แถมเสียเวลาตอนแบกกระเป๋าขึ้นที่พัก ก็เลยเอาเป็นว่า เอาหลักๆ ที่อยากดู เสร็จแล้วก็ขึ้นรถไฟ สถานี ซันโนะมิยะ ไปลงที่ไหนหว่า (จำไม่ได้ เหอๆ) แต่ที่แน่ๆ คือ จะไปกินเนื้อโกเบ อันเลื่องชื่อครับ แต่เนื่องจากชื่อร้านที่รพีสืบมานั้นมันเป็นที่ป๊อปปุลาร์ รุ้สึก ร้านที่คนในมินิมาร์ทแนะนำมา กับที่สืบมา มันคนละร้าน แต่ชื่อใกล้เคียงกันมาก หลังจากดูโหงวเฮ้ง และเวลา พบว่า หิวแล้ว แถมร้านพอใช้ได้ น่าจะดี มีเนื้อโกเบให้กิน ก็เลย เข้ากันไปเลย มาเสิร์ฟก็ค่อนข้างช้าครับ แต่คนกินแต่ละคน ช้ากว่า เหอๆ ของมันอร่อยขนาดนี้ จะให้รีบๆ กินเข้าไปได้ไง ก็ต้องใช้เวลาในการเคี้ยว ลิ้มรสอันอ่อนนุ่มสักหน่อย ตั๋มบอกว่า ก็เฉยๆ นะ ก็เนื้อ แต่คนอื่นบอกว่าอร่อยกันหมด - - เห็นว่าไม่ค่อยชอบกินเนื้อเท่าไร ความน่ากินดูเอาจากรูปละกันนะครับ

    DSC04746 DSC04737  DSC04753 DSC04754

    หลังจากกินกันเสร็จแล้ว ก็ไปกันต่อที่สะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก (เค้าว่ากันยังงั้น) บรรยากาศโดยรอบสะพาน หากเป็นช่วงที่ร้อนน้อยกว่านี้ ก็คงจะน่าเดินเล่นมากๆ แต่วิวเองก็สวยทีเดียว คณะทัวร์ก็ได้ถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย ณ ที่นี้เองที่รพีได้ลืมกระเป๋าเป้ตัวเองซะงั้น (แอบเผาหน่อย) เดินถ่ายกันไปเรื่อยๆ จนขึ้นดูวิวบนตึกที่สร้างอยู่ใต้สะพานนี้ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ ผสมกับจุดชมวิว ซึ่งก็ดูได้โดยรอบโกเบเลยทีเดียว ตอนนี้เองที่รพีก็รู้สึกตัวว่าเป้หาย โอ้ ในนั้นมีหนังสือที่แหนมยืมจากคนอื่นมาด้วย ทุกคนเลยตกอกตกใจใหญ่ ทุกคนเลยเอากล้องที่ถ่ายมาดู เพื่อดูว่ากระเป๋ารพีอยู่ถึงตอนไหน ก็พบว่าตอนที่เดินมาใกล้สะพานก็ไม่มีแล้ว คงลืมช่วงแวะถ่ายรูปตอนไกลๆ สะพาน ดังนั้น หลังจากชมสะพานกันเสร็จแล้วก็รีบเดินลงมาตามหาเป้ ซึ่งก็ยังคงอยู่ที่เดิม (ถ้าเป็นที่ไทยอาจจะไม่เหลือแล้ว คงมีคนหยิบไปแล้ว) แล้วก็รีบขึ้นรถไฟ เพื่อไปเที่ยวที่สุดท้าย คือภูเขา Rokko ที่เค้าว่าบรรยากาศดีมาก ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ วิวมูลค่าสิบล้านดอลลาร์

     DSC04767DSC04771DSC04765DSC04789DSC04793DSC04799DSC04784DSC04803DSC_1673

    การจะขึ้นไปนั้น ต้องนั่งรถเคเบิลขึ้นไป ก็ไม่มีไรมาก เหมือนตอนไปเที่ยวชิบะที่ต้องขึ้นเคเบิลคาร์เหมือนๆ กัน ไปถึงก็มืดพอดี เพราะหกโมงแล้ว ก็ได้ถ่ายรูปในวิวที่ว่าสวย ดูด้วยตาก็สวยจริงๆ นะครับ เห็นว่าติดอันดับหนึ่งในสามวิวกลางคืนที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น เท่าที่ดู จะเห็นโอซากา และโกเบ โดยรอบเลย แต่ถ่ายรูปออกมาแล้ว ไม่ค่อยสวยมากเท่าตาเห็นนัก คงเพราะความระยิบระยับมันถ่ายทอดด้วยกล้องไม่ได้นะเอง หลังจากชมวิวตรงนั้นเสร็จก็ได้ นั่งบัสต่อขึ้นไปอีกจุด ซึ่งลึกเข้าไป (จำชื่อไม่ได้) บริเวณนี้ก็เป็นจุดชมวิว ขายของที่ระลึกเช่นกัน แต่ตรงนี้ บรรยากาศมันสวยกว่า เพราะสิ่งปลูกสร้าง การตกแต่ง โรแมนติกมากๆ ที่สำคัญคือมีคนมาร้องเพลงโรแมนติกๆ ให้ฟัง แล้วรอบข้างเรา ก็มีแต่คู่รักที่พากันมากอด จูบกันอย่างดูดดื่ม กระซิบข้างหูอะไรกันสักอย่าง (ฟังไม่ถนัด เหอๆ)

    DSC_1711DSC_1699DSC_1694 DSC04867DSC04836DSC_1744

    หลังจากปีนลงเขามาและกลับไปที่รถไฟฟ้า และพิจารณาเวลาแล้ว พบว่าต้องรีบกลับที่พัก เพราะเค้าไม่อยากให้กลับเกินสามทุ่มครึ่ง หรือสี่ทุ่มครึ่งนี่แหล่ะ (พักของถูกก็ต้องตามใจๆ เค้าหน่อย) เลยไปแวะกินข้าวร้านธรรมดา แต่รสชาติดีกว่าแถบโตเกียวหลายเท่า เหอๆ แถมเปิด 24 hrs. เป็นที่ถูกใจ ต้นมาก เพราะ ไม่ว่าจะทำงานดึก หรือตื่นเช้าแค่ไหน ก็มาสั่งกินได้แถมไม่แพง และอร่อย ชุดที่เรากินเสร็จแล้วก็เป็นปลาซาบะเสิร์ฟพร้อมสลัดตามรูปครับ ขากลับวันนี้ก็ยังเหมือนเดิมคือปีนเขากันขึ้นไป ด้วยความกลัวคุณลุงจะปิดประตูไม่ให้เราเข้า ไปถึงก็หอบกันอีกแล้ว ห้องน้ำที่นี่มีห้องเดียว ใช้สลับป้ายเอา และเข้าใจกันเอาว่าตอนนี้ ชาย หรือ หญิง อาบอยุ่ ซึ่งเราก็ให้สาวๆ ไปอาบกันก่อน ตามด้วยผู้ชาย ซึ่งอาบทีละคน ตอนแรกลุงบอกกับรพีว่า อ้าว แล้วอีกสองคนล่ะ (คือเขาเข้าใจว่าเราจะเข้าไปอาบพร้อมกันสามสี่คน - -) แต่รพีก็เลยบอกว่าขออาบทีละคนไม่ได้เหรอ ก็เลยตกลงกันได้ แต่ก็สงสารลุงเหมือนกันต้องมารอจนดึกกว่าทุกคนจะอาบเสร็จกัน ทำนู่นทำนี่ก็ถึงเที่ยงคืนกว่า ก็รีบนอนกัน เพื่อเอาแรงไปลุยเที่ยวต่อวันรุ่งขึ้นที่ โอซากา

    DSC04872DSC04877DSC04878