Thanet's profileFiboKnackyPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
January 02 Happy New Year 2008ก่อนเปิดบล็อกนี้ ขออนุญาตร่วมไว้อาลัยแด่สมเด็จะพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อเวลา 2.45 น.ของวันนี้นะครับ ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยสมกับพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยทุกๆ คนครับ สำหรับเราก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระพี่นางฯ ครั้งนึงในงานประธานเกียรติบัตรให้กับนักเรียนที่ผ่านการเข้าค่ายคัดเลือกครั้งที่ 2 ของโครงการส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการเมื่อปี 2545 พระองค์ทรงเข้าใจดีว่านักเรียนเกือบทุกคนที่เข้าร่วมค่ายในแต่ละปี ย่อมคาดหวังอยากให้ตัวเองได้เป็นผู้แทนประเทศประเทศไทยไปแข่งโอลิมปิกวิชาการระดับโลก เพื่อสร้างชื่อให้ครอบครัว วงศ์ตระกูล สถาบันของตัวเองและประเทศ แต่ในเมื่อมีเพียง 23 คนเท่านั้นที่จะเป็นผู้แทนได้ ก็ย่อมมีคนที่ต้องพลาดหวัง ผิดหวัง เช่นเราเป็นต้น ก็ได้ทรงให้โอวาทปลอบใจนักเรียนทุกคนที่พลาดหวังว่า "ไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจะไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ ทุกคนเก่งเหมือนกันหมด แต่มันคือกติกาที่ตั้งเอาไว้" และทรงให้โอวาทให้ทุกคนพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ประเทศชาติให้รุ่งเรือง ในโอกาสนี้จึงขอร่วมไว้อาลัย และจะน้อมนำพระโอวาทไปปฏิบัติด้วยครับ ก่อนเริ่มบล็อกจริงๆ นต้องขอโฆษณา http://knackytodai.multiply.com ก่อนนะครับ มัลติพลายนี้ ตั้งใจไว้ใส่รูป และวิดีโออย่างเดียว เพราะใส่ง่ายดีกว่าเยอะ โหดลรูปไม่ช้า ก๊อปแปะทีเดียวได้ ใส่ได้ทั้งอัลบั้ม ไม่ต้องมานั่งเลือกแบบใน facebook ไม่เหมือน live space ที่อืดอาด แต่เนืองจาก ที่นี่สามารถกดลิงค์จาก msn ได้ง่ายๆ เลยยังขออัพบล็อกในนี้ก่อนครับ (ล่าสุดพึ่งอัพรูป bonenkai งานส่งปีเก่าของแล็บไปครับ) เอาละ มาถึงบรรยากาศของ happy new year 2008 ปีนี้ เป็นปีแรกที่เราไม่ได้อยู่ไทยในวันปีใหม่ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาปกติแล้วมักจะไปเที่ยวกับครอบครัว และตระกูลปราณีนรารัตน์เป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าจำความได้ จะไปกันทุกปี เปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ ในปีนี้ ตอนแรกวางแผนไว้ว่า อาจจะไปเที่ยวในเมือง ตามแต่มีเพื่อนจะชวนไปหรือตามอารมณ์อยาก ปรากฏว่าใกล้ๆ พี่โบว์ที่ตอนแรกบอกว่าไม่มีคนเที่ยวด้วย ก็มีหนุ่ม พาไปเดทแล้ว 55 ยัยแหนมก็มีแฟนมาแล้ว ตอนแรกทางหอโซชิกาย่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะไปไหนกัน ทำให้เรา คิดอยู่นานว่าจะไปทำไรดี ก่อนไปสกีทริปคืนนี้ จนกระทั่งวันที่ 30 เลยโทรคุยกะกวาง กวางบอกจะไปศาลเจ้าเช้ามืดวันปีใหม่ แล้วก็ก่อนหน้านั้นจะไปชิบุย่าเค้าท์ดาวน์กับเพื่อนเกาหลี ส่วนถามไปที่รพี รพีก็บอกไม่มีแผน อาจนั่งดูทีวีดึกๆ แล้วค่อยไปศาลเจ้าตอนเช้า ต่อมาวันที่ 31 รพีโทรมาตอนทุ่มนึง ว่าตอนนี้อยู่ชิบุย่ากันครบทีม (ซะงั้น - -) เหอๆ เราก็เลยขี้เกียจออกไปตอนนั้นแล้ว เพราะตั้งใจออกไปวันที่ 1 ก็เลยไม่ไปตอนนั้น สุดท้ายกลางคืนดูทีวี พร้อมพลุแถวบ้านมีจุดด้วย ก็ดูอลังการดี คนญี่ปุ่นก็กรี๊ดกร๊าดกับปีใหม่ได้ไม่แพ้ชาติอื่นๆ ในทีวีฉายไปหลายที่ เช่นโตเกียวโดม คนเยอะมาก สุดท้ายก็พยายามนอนตอนเที่ยงคืน ปรากฏอยู่ดีๆ นอนไปแว่บ เหมือนมีคนตะโกนเรียกชื่อ ทำให้เราสะดุ้งตื่นขึ้นมา (ไม่ใช่เรื่องผีแต่อย่างใด แค่เราฝันน่ะ) แล้วร่างกายก็ร้อน (เหมือนอาหารไม่ย่อย) นอนกลิ้ง้ๆๆๆๆๆๆๆๆ เป๊ง ตีสี่สิบห้า ต้องตื่นพอดี สรุปไม่ได้นอน เห้อ รู้งี้ไปกับชาวบ้านแต่แรกดีกว่า ลุกมาล้างหน้าแต่งตัว ออกไปขี่จักรยานไปสถานี ตอนนั้น หนาวราวๆ 0 -1 องศาได้ เกล็ดน้ำแข็งเกาะที่เบาะ ทำให้เราต้องปัดมันออก แล้วโพรเทคสุดฤทธิ์ ด้วยหมวกไหมพรมที่เตรียมไปเล่นสกี กับหน้ากากกันหวัด แต่เนื่องจากชั้นในใส่หนาพอควร เลยไม่กล้าเอาผ้าพันคอหนาสุดไป ใช้รุ่นบางสุด พอกันลมได้ไป ขี่ๆ ไปก็โอ้ หนานวดี เพราะตากับหน้าบางส่วนยังโดนลม แต่พอใกล้ถึงสถานี ปรากฏ เหงื่อแตกภายใน ชักจะร้อนละ เสื้อขนเป็ดมันเริ่มทำงาน เหอๆ สุดท้าย ต้องถอดหมวก ถอดผ้า ไปรอรถไฟเข้าเมือง มุ่งหน้าสู่ ศาลเจ้ายูชิม่า ศาลเจ้านี้เป็นที่นิยมมากสำหรับผู้ที่จะสอบเข้าที่ต่างๆ โดยเฉพาะโตได ว่ากันว่าถ้าเขียนแผ่นป้ายขอพรแล้วแขวน จะช่วยให้สมดังหวัง ดังนั้นไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดง ระดับไหน สอบเข้าอะไร จะมาขอกันให้ขวั่กไขว่ หลังงจากที่เราเดินทางไปถึงสถานี ก็เดินดุ่ยๆ ไปทางศาล เพื่อตามหาก๊วนเราที่มาก่อนแล้ว ที่นี่เป็นธรรมเนียมว่าเขาจะไปศาลเจ้ากันตอนปีใหม่ ช่วงรอยต่อระหว่างสิ้นปี กับปีใหม่ เพื่อขอพร ศาลเจ้าที่นิยมๆ บางที่นั้น คนจะแน่นมาก เป็นแสนคนได้ ยูชิม่าก็เป้นหนึ่งในนั้น แต่ตอนที่เราไปเหมือนคนจะซาๆ แล้ว เพราะเค้าคงไหว้กันไปเมื่อคืนแล้วกระมัง ไปถึงก็เจอ พี่วิน ตั๋ม พี่ส้ม รพี กวาง พี่โจ้ กวางกับพี่ส้มก็กำลังดูเซียมซีที่ขอมากันใหญ่ ทุกคนก็ช่วยดู ช่วยแปลกัน เสร็จจากนั้น ทุกคนก็ยุให้กวาง หนึ่งเดียวที่ยังไม่ได้สอบเข้าโตได ให้ซื้อแผ่นป้ายที่ว่า ในที่สุดกวางก็หลงกล ฮ่าๆ ซื้อแผ่นป้ายมาเขียนขอพร ท่านเทพเจ้า ขอให้สอบติด ชีวิตเป็นสุข บริเวณที่แขวนป้ายนั้น จะมีป้ายของเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่จะสอบเข้าเขียนติดเต็มไปหมด บางคนขอให้ติด UC, Cal State โตได ฯลฯ (พี่แกล่อให้ติดมหาลัยดีๆ หมด) บางคนขอให้ติด สิบมหาลัย เลือกไม่ถูกเลย เหอๆ ที่ดูจ๊าบหน่อย ก็ขอให้สอบวัดระดับจาวาผ่าน (ดูจากรูปได้ครับ เหอๆ) ก็เรียกได้ว่ามีการขอทุกรูปแบบ หลังเสร็จจากบริเวณป้ายขอพร เราก็ไปโยนเหรียญตบมือแปะๆ หน้าศาลเจ้า เพื่อขอพรปีใหม่ ให้ชีวิตสดใส จากนั้นเราก็ไปยืนรอบริเวณที่คิดว่าน่าจะมีอาทิตย์ขึ้นจากฟ้า ปรากฏว่าคาดการณ์ผิด เพราะอาทิตย์มันเฉียงๆ ไปหน่อย ไม่ได้ขึ้นตรงซอกตึกที่คาด ทุกคนเลยช่างมัน เหอๆ เพราะจริงๆ ธรรมเนียมอีกอย่างที่นี่คือการรอดูพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกในปีใหม่ ปีใหม่นี้อากาศสดใสจริงๆ ครับ วันก่อนที่ฝนตกไปแล้ว วันนี้เหมือนจะหนาวขึ้นอีกระดับ ฟ้าใสมาก คิดว่าเดือนนี้ อุณหภูมิ คงไม่เกิน 10 องศา ในเวลากลางวัน ปกติเดือนธันวา บางวันที่อุ่นหน่อย จะขึ้นมาสัก 12-13 หรือ 15 องศา แต่กลางคืนบางวันจะต่ำเหลือ 0 แต่เดือนมกรานี้ ท่าทางจะต่ำถึง 0 หรือต่ำกว่าในช่วงกลางคืน เสร็จจากนั้น เราก็เดินกันไปทางเดิมที่พวกรพี ไปร้องเกะมาเมื่อตอนตีสี่ (เห็นว่าได้เกะสไตล์บาหลี หรูหรา และแพง) แต่ละคนตอนนี้เหมือนซอมบี้มากๆ สุดท้าย เดินไปถึงใกล้อูเอโน่มาก (บริเวณ ameyoko) จากนั้นก็หาร้านกินข้าวเช้ากัน (ซึ่งเปิดกันน้อยมากกกกก เนื่องจากเป็นวันปีใหม่) เป็นร้านสไตล์ร้านเหล้าอ่ะ มีของกินก็แบบอารมณ์หม้อเล็กๆ จานกระจุ๋มกระจิ๋ม เอาไว้กินไป เมาท์ไป ก็ประทังหิวได้ระดับนึงครับ ถึงตอนนี้แต่ละคนเริ่มไปละ พี่ส้มนี่สลบเต็มที่แล้ว จนไม่ไหว ขอตัวกลับก่อน เลยเหลือแก๊งค์อีกหกคน (มีพี่โจ้ที่ตาค้างคาวมาก) สุดท้ายก็เลยว่ากันว่าจะไปเดิน harajuku กันตบท้าย เพื่อดูบรรยากาศชอปปิ้งปีใหม่ของพวกคนที่นี่ ระหว่างเดินทางก็นั่งหลับๆ ตื่นๆ กันบนรถไฟ ไปลงที่สถานี ศาลเจ้าเมจิจิงกู ที่เป็นศาลเจ้าที่คนนิยมไปมากสุด เวลานั้นคนก็ยังเยอะ แม้จะไม่ได้เบียดจนเดินไม่ได้ แต่ก็ถือว่าคับคั่งมาก ตอนแรกก็คุยๆ ว่าจะเข้าไปไหม แต่หลายคนขี้เกียจแล้ว เลยเดินไปดูฮาราจูกุเลย และแล้วเราก็ตะลึง !!!!! กับคิวบ้าระห่ำของคนญี่ปุ่น (ดูจากรูปได้) ต่อคิวอะไรกันบ้าขนาดนี้ แล้วก็ได้ทราบจากพี่โจ้เจ้าพ่อแฟชั่นว่า เขาต่อกันเข้าห้าง (ชื่ออะไรไม่รุ้ไม่ได้จำอ่ะ) ที่ดังมาก เพื่อรอซื้อถุงความสุข หรือแฮปปี้แบ็ก กัน ถุงดังกล่าวคืออะไร ยกตัวอย่าง ร้านเสื้อผ้าสาวๆ ก็อาจจะเป็นถุงที่รวมเอาเสื้อผ้า กระโปรงหรืออะไรก็ตามในร้าน มาใส่ถุง โดยทั่วไปจะไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร แต่บางร้านก็รู้เลย แต่จะบอกแค่ไซส์ว่าไซส์ออะไร ความตื่นเต้นอยู่ที่ การไม่รุ้ว่ามีอะไรเนี่ยแหล่ะ เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของสาวๆ มาก เหมือนได้แกะของขวัญ ถามว่าคุ้มไหม ถ้าร้านดีๆ ก็คุ้มมาก เพราะเหมือนเค้าลดราคาไปในตัว แต่ แทนที่จะลดธรรมดาๆ เค้าก็ทำใส่ถุง ทำให้คนบ้า อยากได้มากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นธรรมเนียมทุกๆ ปี ที่แทบทุกร้านต้องมี (แต่พวกเราก็ไม่ได้ไปต่อคิวกับเค้ากันหรอกนะ ไม่ไหวอ่ะ ง่วงจะตายละ) ตั้งแต่ถามสาวๆ มา ไม่มีคนไหนไม่อยากช็อปปิ้ง แบบนี้สักคน เค้าค่อนข้างทำได้ตรงใจสาวๆ มาก (หนุ่มๆ ที่ชอบก็มีไม่น้อย) จากนั้นเราเลยเดินไปดูร้าน อื่นๆ กันแทน อันที่จริงบริเวณนี้เราเคยมาเดินแว่บเดียว ตอนนั้นมาร้านร้อยเยนเพื่อซื้อของเข้าหอที่โคมาบะ (ตั้งแต่มาญี่ปุ่นใหม่ๆ หลายเดือนละ) หลังจากนั้นก็ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง จริงๆ ก็มีอีกหลายร้านนะ ที่ดูดี มีสไตล์ รพีบอกบางร้าน ลด 70% แต่เสื้อตัวละ หกเจ็ดหมื่น (ลดแล้วก็แพงอยู่ดี เหอๆ) คุยกับกวางแล้วกวางก็คิดคำคม (หรือเปล่า) ขึ้นมาได้ว่า "ผู้หญิงชอบเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ชอบจำเจ แต่ไม่ชอบที่จะเปลี่ยนความรัก" แปลว่าสาวๆ รักเดียวใจเดียวนั่นเอง (ไม่ค่อยเกี่ยวกับหัวข้อบล็อกเท่าไรแฮะ) ตั๋มบอกว่าชาวญี่ปุ่น เวลาบ้านี่ บ้ากันได้สุดเหวี่ยง เรียนก็บ้า ทำงานก็บ้า ต่อคิวซื้อของยังบ้าได้ เราเลยคิดว่าไม่แปลกที่การ์ตูนทำออกมาจะบ้าได้ตลอด ประเภทซุเปอร์ไซย่า แปลงร่างได้ไม่พอ ขอแปลงอีกสักสองสามสี่ขั้น เหอๆ หลังจากเดินเล่นกันเสร็จ ก็เริ่มหมดพลังกันแท้จริง กวางที่อยากซื้อของก็ไม่มีอารมณ์แล้ว เหลือแต่พี่โจ้ที่บอกยังสบายๆ ขอเดินช็อปต่อ คนอื่นก็กลับบ้านกันอย่างหมดแรงรวมถึงเราเช่นกัน สำหรับในปีใหม่นี้เราก็ขอให้ผู้ที่อ่านบล็อกทุกท่าน ประสบความสุข สวัสดิ์ เจริญยิ่งทั้ง ปัญญา เงินทอง และยศศักดิ์ รวมถึงความสุขในทุกด้านๆ การใดที่ประกอบด้วยศีลธรรมอันดี ขอให้การนั้นสำเร็จในทุกเรื่องๆ อย่าได้มีอุปสรรค หรือโรคภัยได้มาแพ้วพานให้ต้องประสบความทุกข์ ขอให้รวยๆ เฮงๆ ไม่เจ็บ ไม่จนทั้งปี และทุกปีครับ ส่วนเราปีนี้ก็จะขอพัฒนาตัวเองให้สุดยอดขึ้นไปเรื่อยๆ ในทุกด้าน จะพยายามไม่หยุดนิ่งเพื่ความก้าวหน้าของชีวิตในอนาคต สำหรับในคืนนี้เราก็จะไปสกีทริปของนร.ไทย ไปทั้งสิ้นสามวัน คาดว่าจะได้มีโอกาสมาอัพบล็อกให้ทุกคนอ่านต่อไป |
|
|