More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  FiboKnackyPhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community
No folders have been shared yet.
View space
Kaew
View space
Plankton_Jess
View space
Ton-Panwong
View space
Yagami Like
View space
TEKO go INTER
View space
Mastering_Chula
View space
C h a w i n
View space
Ler
View space
up
View space
Rajalida
View space
MRST
View space
borvorntud_s
View space
.....
View space
POP
View space
A-non Muangsuwan
View space
Aime
View space
Natee

FiboKnacky

way to be Bioinformatician
April 02

ครบรอบ 1 ปี กับการมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มต้นหลายๆ อย่างในญี่ปุ่น เพราะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระเบ่งบาน ถึงเป็นฤกษ์ยามอันดี ในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ครับ หลายๆ คนที่ไทย ที่จะมาเรียนญี่ปุ่นก็ได้เริ่มเดินทางมาบ้างแล้ว (เช่นเด็กทุนพานา) อีกหลายคนมาเมื่อวานนี้ (เด็กทุนมองฯ) เราก็ได้ไปอ่านบางบล็อกของคนเหล่านั้น หลายๆ คนต้องจากที่ทำงานเก่า ก็เศร้า ใจหายกันไป บางคนจบแล้วมาเลย (เหมือนเราปีก่อน) ก็อาจจะอาลัยเพื่อนๆ นิดหน่อยถึงปานกลาง วันนี้เป็นวันครบรอบที่เดินทางมาศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นของเราพอดี (ใครอ่านบล็อกพี่บิ๊กมาแล้ว จะรู้อย่างไม่ต้องสงสัยว่าเป็นบล็อกเลียนแบบ 55 แต่เราคงไม่เขียนซึ้งๆ แบบพี่บิ๊กหรอกครับ) ดูจากเวลาที่เริ่มเขียนบล็อกนี้ (หวังว่าจะเป็นบล็อกที่ไม่ยาว) ก็เป็นเวลาที่เครื่องของ jal (จำเบอร์ไฟลท์ไม่ได้) ลงที่นาริตะพอดี (เวลาใกล้เคียงมาก คือ ราวๆ 4 โมงเย็น) ในวันที่ 2 เมษายน ปี 2007 มาถึงวันนี้ก็ครบรอบหนึ่งปีพอดี มีเรื่องราวหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย ดังต่อไปนี้

  1. ได้เรียนภาษาญี่ปุ่น แบบจริงจัง(มาก) ในช่วงสามสี่เดือนแรก เพราะเป็นคอร์สแบบเข้มข้นของโตได
    • ตอนก่อนมาก็เรียนแบบจริงจังนะ (แบบส่วนตัวกับอ.คนญี่ปุ่นเลย) แต่เน้นฟัง กับแกรมมา เสียมากกว่า พูดกับเขียนนั้น อ่อนด้อยมาก (ตอนนั้นยังไม่รู้สไตล์ด้วยซ้ำว่า จะเขียนยาวๆ เชื่อมประโยคยังไงดี ตอนนี้ก็ไม่ได้รู้ดีนัก แต่ก็ดีกว่าตอนนั้นมากๆ) มาถึงแล็บครั้งแรก เจอคนที่แล็บรู้ว่าเค้าจะไปเที่ยวไทย จะบอกให้ชิมต้มยำกุ้งเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า tom yum kun を食べてみてください ง่ายๆ แค่นี้ ก็พูดไม่ออก นึกนานมาก ทั้งๆ ที่รู้แกรมมาร์มัน อ่านปุ๊บ เข้าใจ ยิ่งกว่านั้น ไปเจอคนในมินิมาร์ท พ่นๆ ไรไม่รู้ ฟังยากมาก เร็วจี๋ (ตอนนี้รู้เรื่องแล้ว เพราะรูปแบบซ้ำๆ) ตอนนั้นมาแรกๆ ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ หรือช็อกกับวัฒนธรรมอะไรของเขานัก (บางคนเตือนมาว่าอาจมี culture shock บ้าง) เพราะวัฒนธรรมเขากับเราเหมือนๆ กันแหล่ะ ต่างเล็กน้อย เรื่องซดโซบะเสียงดัง กับอาบน้ำรวม นอกนั้นก็เคารพผู้ใหญ่เหมือนกัน (อาจจะมากกว่าเราด้วย) (รู้สึกนอกเรื่องเป็นแบบบล็อกต้นไปแล้วแฮะ หัวข้อนี้จะเขียนเรื่องเรียนภาษานี่หว่า)
    • สรุปคือ สามเดือนที่เรียนภาษาแบบเข้มๆ กับอ.หลายๆ คน ผ่านหลายๆ คลาสมันทำให้เราแกร่งขึ้น (ในด้านภาษานะ) จบคอร์ส แม้จะยังพูดไม่ได้คล่องสุดๆ (ตอนนี้ก็ยังติดๆ ผิดๆ ถูกๆ) แต่ก็ดีกว่าตอนแรกที่พูดอะไรไม่ได้แม้สักคำ ต้องขอบคุณอ.เหล่านั้นมาก มันช่วยได้มากจริงๆ กับการเรียนภาษาทุกวันๆ และได้เจอของจริง
    • เราพบว่า เราชอบเรียนภาษามากๆ เลยล่ะ ไม่ว่าจะอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน (ความชอบก่อนจะเข้าสายวิทย์มันยังคงอยู่ถึงบัดนี้นะ) ถ้าคนที่สนิทระดับนึงจะรู้ว่า จริงๆ แล้ว เราชอบเรียนภาษามาก่อนมากๆ และเคยเกลียดเลข และเฉยๆ กับวิทย์มาก่อน ให้เรียนภาษาญี่ปุ่นเฉยๆ อีกปีนึงก็ทำได้อ่า มันสนุกจริงๆ เวลาที่เราสื่อสารกับคนได้มากขึ้นๆ อ่านหนังสือเข้าใจมากขึ้นๆ
  2. ได้จัดการชีวิตตัวเองแบบเต็มๆ ตัว
    • ก่อนหน้านี้ อยู่ไทย ก็มีทุกอย่างให้ครับ ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ อยู่นี่ต้องทำอาหารเอง ซื้อกินเอง หากินตอนเช้าเอง ลำบากขึ้น (แต่ไม่ได้รู้สึกท้อแท้เหงาใจขนาดนั้น) ที่ทนได้ก็เพราะทำใจมาแล้ว (นอกเรื่องหน่อยนะ) มีพี่คนนึงที่อัสสัมเคยบอกว่า ตอนจะไปค่ายรด. ให้ทำใจว่าต้องไปลำบาก แล้วจะไม่ค่อยเครียดมาก ตอนนั้นได้ผลจริงๆ แฮะ รู้ว่าจะลำบาก เวลาเจอลำบาก เลยคิดว่า ลำบากกว่านี้อีกสิ แค่นี้เองเหรอ (เหมือนคนโรคจิต) ดังนั้น มาเรียนคราวนี้เลยรู้สึกว่า ลำบากไม่เยอะจนท้อใจขนาดนั้น อีกอย่างคิดอีกแง่ เพื่อนๆ เราหลายคนก็เป็นเด็ก ตจว. มาเรียนจุฬาฯ เค้าก็ต้องทำอะไรเองอยู่แล้วเหมือนกัน เค้ายังทำกันได้ เพราะงั้น ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ
    • เรื่อง homesick ดูเหมือนจะเลี่ยงไม่ได้ สำหรับคนไกลบ้านเกือบทุกคน เราก็เป็น แต่เพียงเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับคนอื่น และเป็นแค่เวลาสั้นๆ สำหรับเราแล้วเหมือนอาการเครียดสะสม แบบไม่รู้ตัวมากกว่า เพราะต้องจัดการชีวิตทุกอย่างในทุกด้าน เป็นอาการไม่ชินกับสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ รถไฟแน่นๆ ฯลฯ แต่ได้ข่าวว่าเพื่อนๆ หลายคนที่มา แรกๆ นั้น โฮมซิกกันเป็นแถบๆ บางคนก็คิดถึงครอบครัว บางคนก็คิดถึงแฟน ฯลฯ ส่วนเรา อยู่หอคนเดียว วันๆ ก็เรียนภาษา (ของชอบนี่หว่า) แล้วก็ดูวิดีโอดรากอนบอลที่เอามาตอนนั้น ไปพลางๆ เลยไม่เหงามากสุดๆ
    • ใครที่ตามอ่านบล็อกมา หรือเป็นเพื่อนในญี่ปุ่น คงรู้อยู่แล้วว่าเราต้องย้ายบ้านไปแถบคาชิวะเพราะใกล้แล็บ (คราวนี้ใกล้สุดๆ แบบปั่นจักรยานเร็วๆ หกนาทีถึง) นี่ก็เป็นอีกประสบการณ์นึง ในการหาบ้านเองทุกอย่าง (ติวเตอร์มาช่วยตอนหลัง ซึ่งก็ช่วยได้มากๆๆๆ) และหาเฟอร์นิเจอร์เอง ต้องคิดตลอดว่าจะเอาอะไรวางตรงไหน ซื้ออะไรมาวางดี (เริ่มเข้าใจความสนุกของการจัดบ้านขึ้นมานิดๆ เข้าใจอารมณ์อาร์ทๆ ของรพีบ้างด้วย) ต้องวัดความยาว กว้าง สูงให้พอดี เพราะของที่ได้จากพี่กุ่ย ไม่ได้มีตู้หนังสือใหญ่ๆ อย่างที่อยากได้ ก็ต้องหาซื้อเอง ต้องซื้อตู้วางไมโครเวฟด้วย (ตอนจะกลับไทยถาวร นี่คงเหงื่อแตกเหมือนกัน) นอกจากนี้ยังได้ประกอบเฟอร์นิเจอร์เอง ที่อยู่ไทยไม่เคยจะได้ (หรือจะต้อง) ทำเลยสักนิด ก็เป็นประสบการณ์อีกแบบ
    • ต้องจัดการภาวะจิตใจตัวเองด้วย อารมณ์เซ็งๆ เบื่อๆ เกิดได้เสมอ ต้องหาวิธีจัดการให้หายเครียด หรือ หายเซ็ง มีหลายวิธี หลายๆ คน คงใช้กันอยู่ครับ เพราะถ้าเซ็งนานๆ ไม่ทำอะไรเลย จะลำบาก เพราะการเรียนไม่ก้าวหน้า งานไม่เดิน อยู่ไทยบางทีออกไปเจอเพื่อนๆ พี่ๆ เช่นในชมรมที่เคยอยู่ก็ยังพอเบนเข็มให้ลืมเรื่องเซ็งๆ ได้บ้าง แต่อยู่นี่ ส่วนใหญ่อยู่กับตัวเอง ต้องจัดการไม่ให้ฟุ้งซ่านให้ได้
  3. ได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ ใหม่ๆ
    • มาอยุ่นี่ แน่นอน เพื่อนเก่าๆ ไม่ได้ตามมาหมดนะครับ หลักๆ ที่มาโตเกียวด้วยกัน ก็แค่ รพี ต้น ที่รู้จักกันมานานหน่อย สมัยยังนุ่งขาสั้นกัน นอกนั้นก็มารู้จักใหม่ๆ เช่น ตั๋ม กวาง แหนม อัย และพี่ๆ ต่างๆ ที่หอโซชิ ฯลฯ รวมถึงพี่ที่คาชิวะ ทั้งพี่ส้ม พี่เมธัช พี่เดฟ พี่กรุ๊ป พี่บิ๊ก ฯลฯ เพื่อนๆ พี่ๆ เหล่านี้ เป็นคนที่รู้จักใหม่ๆ ในชีวิต (นับคนรู้จักทั้งชีวิตได้เป็นร้อยๆ เกือบพันคนได้แล้วมั้ง) แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกันไป มีข้อดีแตกต่างกันไป แต่เราโชคดีกว่าหลายๆ คน มั้งที่ชีวิตนี้ส่วนใหญ่เจอแต่คนดีๆ เพื่อนดีๆ พี่ดีๆ เพื่อนๆ หลายคนที่มีควมมุ่งมั่นในการเรียน ก็ทำให้เรามีกำลังใจและอยากจะขยันขึ้นมาบ้าง (แม้บางคนจะหาว่าการเอาเรื่องที่ตัวเองฟิตมาเล่าสู่กันฟังเป็นการไซโคชาวบ้านก็เถอะนะ เราขอค้านเต็มที่) เช่นกวาง ต้น พี่บิ๊ก ฯลฯ ที่ไม่ได้เอ่ยนาม หลายๆ คน ทำให้เรารู้สึกว่า กำลังใจมันต้องสร้างจากตัวเองจริงๆ ต้องขยันให้ได้ ต้องอย่าลืมว่ามาทำอะไรที่นี่ หรือแม้แต่รพีที่ขยันมากๆ ในการจัดการเที่ยว 55 พี่ๆ ที่คาชิวะ โดยเฉพาะพีส้มที่คอยให้ข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่ก่อนมาถึง ขอบคุณมากๆ ครับ มาถึงก็ยังช่วยหลายๆ อย่าง แถมบริการรถให้ขนของหลายๆ ครั้ง เกรงใจจริงๆ รวมถึงสละบ้านตัวเองไว้ทำปาร์ตี้ต่างๆ เหอๆ พี่เมธัชที่คอยให้ข้อมูลเช่นกันช่วงที่มาถึงแล้ว และพาไปสมัครมือถือ พี่บิ๊กที่เป็นขาประจำ ก๊วนเที่ยว (โดยเฉพาะพักหลังนี้ ร่วมทัวร์บ่อย) และอีกหลายๆ คนที่เราเป็นหนี้ไว้ ขอบคุณมากครับ
    • คนในแล็บที่น่ารักหลายคน เราคงโชคดี จริงๆ แหละ ที่ได้แต่เจอคนดีๆ คนในแล็บเราใจดีมากทุกคน แม้แต่คนที่ดูตอนแรกว่าเย็นชาๆ คุยจริงๆ เค้าก็คุยตอบ เรามีติวเตอร์ที่เทคแคร์มากๆ โดยเฉพาะช่วงแรก ที่เราไม่มีปัญญาไปสื่อสารกับคนอื่น เค้าก็จัดการให้หมด (ให้เหรียญทองติวเตอร์ดีเด่นเลย) หลายๆ คนมีประสบการณ์เจอคนญี่ปุ่นไม่ดี คนในแล็บไม่ดี แต่เรากล้าพูดว่า สุดยอดข้อเสียคนญี่ปุ่นทั้งหลาย แทบหาไม่ได้ในตัวคนในแล็บเราเลยอ่ะ อยู่แล้วไม่รุ้สึกอึดอัดเลย
  4. ได้เห็นโลกของคนญี่ปุ่น ความก้าวหน้า ไฮเทค ระบบการเรียน การทำงาน การวิจัย ฯลฯ
    • การศึกษา การวิจัย ของคนที่นี่ ทำกันอย่างเข้มข้นมาก (มองจากเฉพาะแล็บเรานะ แล็บอื่นคงคล้ายๆ กันแหล่ะ) คือเค้าเอาจริงเอาจังกันจริงๆ บางคนบ้าระห่ำ อยู่แล็บดึกๆ (เช่นเที่ยงคืน ตีหนึ่ง) มาแล็บ เก้าโมง ไรแบบนี้ จนป่วยก็มี มีฝรั่งที่เป็นเพื่อนร่วมคลาสเรียนญี่ปุ่นของเราบอกว่า ที่จริงทำแบบนี้ไม่ดีหรอก มันเสียประสิทธิภาพการทำงาน เพราะคนเราไม่สามารถ concentrate กับอะไรๆ ได้นานขนาดนั้น เราก็เห็นด้วยเหมือนกัน เพราะเราทำอะไรแบบนั้นไม่ได้ ยกเว้นเวลาจะต้องอ่านสอบตอนป. ตรี ซึ่งมันก็กินเวลาอย่างมากสัปดาห์นึง ติดต่อกัน แต่คนที่นี่หลายๆ คนทำได้ บางคนทำได้แบบตัวเองไม่ได้มีสุขภาพย่ำแย่อะไรด้วย อึดกันจริง
    • หลายๆ อย่างที่ไม่รู้ เค้าใช้วิธีศึกษาเองกันอย่างมากๆ โดยเฉพาะภาคเรา ที่คลาสเรียนมีน้อยมาก เรียนก็แบบเหมือนแนะนำๆ ให้พอรู้หัวข้อในวิชานั้นๆ แล้วที่เหลืออยากรู้ภาคต่อก็ต้องไปศึกษาเอาเอง ทำให้การเรียนรู้เองสำคัญขึ้นมาอย่างทันใด แล็บเราเนื่องจากเป็นแล็บ computational biology ความรู้ที่ต้องใช้มันเลยเป็นการผสานสองศาสตร์คือชีวะ กับคอม เข้าด้วยกัน (ยกเว้นติวเตอร์เราแล้ว ที่เก่งสองด้าน) คนส่วนใหญ่เลยต้องหาความรู้เองมากๆ ไม่มีอ.มานั่งสอนให้ เรื่องปลีกย่อยๆ ก็ต้องหาเอาเอง ถ้าไม่ไหวจริงๆ อยากถกปัญหาก็ค่อยหาคนในแล็บที่พอรู้และเก่งกว่าอภิปรายเอา เช่นคนเรียนชีวะมากอยากรู้ว่าจะเขียน java swing ยังไงก็ต้องหาอ่านเอาเอง แต่ด้วยหนังสือที่มีมากมายที่แปลพร้อมสรรพเป็นญี่ปุ่นให้ (นี่เป็นอีกข้อที่เราอิจฉา หนังสือแปลและเขียนเอง ของคนญี่ปุ่นมีมากกว่าไทยนัก และท่าทางจะเขียนแบบมีคุณภาพกว่าหนังสือไทยหลายๆ เล่มด้วย) ต่างกับคนที่เรียนไบโอบางคนที่รู้จักที่ไทย ที่จะหยี ทันทีเมื่อเจอคอม หรือคนที่เรียนคอมก็จะหยีทันทีถ้าต้องคุยเรื่องอะไรๆ ที่เป็นชีวะๆ ที่นี่เค้าทำ interdisciplinary science ให้เกิดขึ้นได้จริงๆ
    • ระบบการทำงานต่างๆ และความไฮเทคของที่นี่ นั้นมีมากกว่าไทยหลายเท่า ขนาดแค่เรื่องการย้ายเฟอร์นิเจอร์ในห้องแล็บเรา (คือแต่เดิมมีห้องกินน้ำชาอยู่มุมซ้ายสุด จะย้ายไปขวาสุด และเปลี่ยนผังห้อง ยกตู้นั้นตู้นี้เปลี่ยนทิศทาง) พี่แกยังอุตส่าห์จ้างบริษัทเขียนแปลนห้องใหม่มาให้ ตอนแรกเราก็ดูว่าเวอร์โคตรๆ แค่ย้ายของเนี่ยนะ!! ถ้าเป็นบ้านเรา คงย้ายกันง่ายๆ หยิบนั่นมาใส่นี่ ตามความพอใจของเรา ที่นี่ไม่ได้ครับ กล่องก็สั่งมา เป็นกล่องอย่างดีข้างกล่องเขียนว่า ไว้รักษาหนังสือ มีขนาด a4 ซึ่งขนาดมันพอดีมาก เอานิตยสารเก่าๆ วางแหมะลงไปได้พอดีๆ สองแถวแบบไม่ฟิตไป ไม่หลวมไป บ้านเราก็คงหากล่องไม่ใช้แล้ว คุ้ยๆ มาอีก วันนี้พอย้ายจริงๆ พึ่งเห็นว่า มันเร็วจริงๆ กับการทำอะไรเป็นระบบ ที่เค้าเขียนแปลนขึ้นมา มีวัดหน่วยเป็นเมตร เป็นเซ็น ก็เพราะ เวลาย้าย เค้าจะให้คนเก่าที่นั่งอยู่ เก็บของใส่ลังก่อน แล้วก็แปะเบอร์ไว้ (ในแผนที่ใหม่จะมีเบอร์ต่างๆ เขียนอยู่ที่โต๊ะที่นั่งใหม่ๆ) พอคนของบริษัทย้ายของมาถึง (มีเงินทำได้ตั้งแต่จ้างคนเขียนแปลน จนถึงจ้างคนย้ายของในห้อง ไม่ใช่ย้ายข้ามตึกนะ) เค้าก็ดูแปลน แล้วก็จัดการใช้แรงงานคน ห้าหกคน ดึงนู่น จับนี่ (มีอุปกรณ์พร้อมแล้ว) วางตามตำแหน่งเบอร์ เหลือเชื่อว่า สองชม.กว่าก็เสร็จแล้ว ทั้งๆ ที่มันดูวุ่นวายถ้าเราต้องทำกันเอง นี่อาจเป็นข้อดีของการทำอะไรเป็นระบบก็ได้
    • เรื่องงบประมาณเค้ามีมากจริงๆ ไทยที่ว่ามีในบางองค์กรก็ไม่เท่าหรอกครับ ที่นี่อยากได้ journal ไหน ถ้าได้ใช้จริงๆ เค้าคงยอมสั่งให้ เสียตังค์เท่าไรก็เสียไป ปริ้นเตอร์เลเซอร์สี ที่ไทยยังไม่ค่อยยอมให้พนักงานบริษัทใช้พร่ำเพรื่อ ที่นี่ถ้าเพื่อการศึกษาแล้ว ปริ้นท์ไปเหอะ พี่แกมีหมึกกล่องใหม่ๆ ขนมาวางให้ตลอด ไม่อั้น ไม่เคยมีบอกว่าให้จำกัดจำนวนหน้า ของที่นี่ อุปกรณ์คอม เก่าหน่อย แม่งทิ้ง (เสียดายแทนอ่ะ เอาไปบริจาคที่ไทยได้ไหม) เค้าบอกว่า ไม่รู้จะบริจาคใคร คนบ้านนอกญี่ปุ่น โรงเรียนเค้าก็มีเกือบทุกอย่างเหมือนในเมืองแหล่ะ แค่เงียบๆ กว่าแค่นั้น อิจฉาคนญี่ปุ่นในแง่เงินทุนจริงๆ อ่ะ
    • ด้วยความไฮเทคหลายๆ อย่างของญี่ปุ่น (หรือแม้แต่ของอเมริกา ที่คนญี่ปุ่นก็ยอมรับว่า มีตังค์มากกว่าตัวเอง) ทำให้เราเริ่มเข้าใจความรู้สึกของนักเรียนนอกหลายๆ คนที่เค้าทำวิจัยแล้วไม่อยากกลับไทย จะให้คนเหล่านี้กลับไทยแบบถาวร มันต้องมี facility ที่พร้อมซะก่อน ไม่งั้นใครจะไปทำ (คอมฯ ยังไม่เท่าไร แต่พวก วิทยาศาสตร์อื่นๆ ที่ต้องใช้ของแพงๆ สารแพงๆ สั่งที่เป็นล้านๆ ถ้าไม่มี คงมีนักวิจัยหลายๆ คนไม่อยากกลับไปทำ ไหนจะเงินเดือนน้อย ไม่พอเลี้ยงดูครอบครัว)

สรุปแล้ว เราได้ประสบการณ์มากมายทั้งเรื่องชีวิตทั่วไป เรื่องเที่ยว เรื่องการทำงาน การเรียน ประสบการณ์เหล่านี้มีค่ามากๆ (คิดว่าจะมีค่ามากขึ้นๆ ในอนาคต) สุดท้ายนี้ก่อนที่บล็อกนี้จะยาวๆๆๆ ไปกว่านี้ ขอฝาก รูปซากุระที่กำลังบานให้ทุกคนได้ชมกัน อันนี้ถ่ายแถวบ้านเราเอง เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ขอให้ชีวิตจากนี้ไป มีแต่ความรุ่งโรจน์ รุ่งเรือง เหมือนซากุระที่เบ่งบาน รับปีการศึกษาใหม่นี้

DSC07683 DSC07638 DSC07657
DSC07667 DSC07645 DSC07676
DSC07688 DSC07699 DSC07661

February 25

สกีทริป + English Presentation Class

วันนี้ขอควบสองเลยนะครับ เพราะเลทมาเป็นเดือน เหอๆ

Ski Trip

เรื่องแรกก็คือการไปสกีทริปที่ผ่านมาตอนช่วงปีใหม่ เพื่อให้เนื้อหาในนี้ไม่เยิ่นเย้อไป รูปและวิดีโอ(การเล่นครั้งแรกแบบเก้ๆ กังๆ ของเรา) นั้นดูได้ที่ http://knackytodai.multiply.com ครับ ทริปนี้จัดโดยสมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่น (ดังนั้นผู้ร่วมทริปนี้จึงมีมากเป็นเกือบร้อยคน) ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ได้ไปเที่ยวสามวันสองคืนสบายๆ ตอนแรก พี่ๆ เขาก็โฆษณาว่าห้องพร้อมสรรพ ไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ แต่เนื่องจากการประสานงานผิดพลาดเล็กน้อย พี่ที่ตกลงเรื่องห้องพักไม่ได้ไปด้วย เลยทำให้ได้ห้องที่ต้องเบียดกันสิบเอ็ดสิบสองคน และไม่มีอุปกรณ์ (ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน ฯลฯ) ให้เลย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเท่าไร เพราะเราเตรียมไปพร้อม และประเด็นคือมาสนุกกับสกีมากกว่า

ไปถึงวันแรกก็เสียเวลากันนิดหน่อยๆ รอๆ กันไปๆ มาๆ ตอนออกมานั้นเป็นเวลากลางคืน ไปถึงตอนเช้ามืด (เช้ามืดจริงๆ ตีห้าได้มั้ง ถ้าจำไม่ผิด) และบนรถก็นอนไม่หลับตามเคย ทำให้รุ้สึกโทรมและเพลียโคตรๆ ไปถึง รอโอซากา รอนาโกย่า (เป็นทริปรวมเกือบทั้งประเทศญี่ปุ่น) กว่าจะครบ กว่าจะเปลี่ยนชุด เอาของ ปาไปสิบโมงละ ไปถึงพี่เค้าก็แบ่งเป็นสีๆ เพื่อแยกกันฝึกตามสี (ทริปนี้ดีตรงที่เค้ามาสอนให้ฟรีๆ เนี่ยแหล่ะ ถ้าไปกันเองนี่คงไม่มีคนมาสอนแบบนี้หรอก ต่างคนต่างอยากเล่นเอง) แรกๆ ก็สอนให้ล้ม สอนให้ทำขาสามเหลี่ยม เพื่อถ่วงน้ำหนักให้ความเร็วต่ำ แล้วค่อยๆ ไป ถ้าคนเซียนแล้ว เค้าจะทำขาขนานแล้วโฉบไปๆ มาๆ แทน ล่อไปหมดวันนั้น ก็พอสามเหล่ยมได้ แต่เบรกไม่ชัวร์ เลี้ยวยังไม่ได้ แต่รู้สึกได้เลยว่าเป็นกีฬาที่สนุกมาก (ใครมีโอกาสขอแนะนำ) แต่ขณะเดียวกันมันก็อันตรายด้วยครับ ถ้าคนเบรกไม่เป็น ทำขาไม่เป็น ลงไปตรงเนินเหมือนนั่งมอไซด์เร็วๆ เลยอ่ะ (แล้วคิดดูว่าถ้าพุ่งชนสิ่งกีดขวางจะเป็นไง) เพราะงั้นเซฟตี้สำคัญนะครับ ถ้าทำท่าว่าจะเบรกไม่ได้ ก็ล้มมันซะเองเลยแบบตั้งใจจะเซฟกว่า (อันเป็นที่มาที่ทำให้ผู้เข้าเล่นครั้งนี้ ตกกลางคืนก้น สะโพก เคล็ด ช้ำกันไปตามๆ กัน เหอๆ) ในคราวนี้เราก็ได้ตั้งใจล้มไปหลายที เพราะมันน่ากลัวมากๆ กลัวชนชาวบ้าน ยิ่งพวกเล่นบอร์ดแล้วชอบมานั่งกลางทางเนี่ย เสียว เอาเข่าเสยคอหลุดจริงๆ เล่นจนเย็น (ระหว่างกลางวันมีกินข้าวนิดหน่อย) ก็เอาของเก็บแล้วไปกินข้าวเย็น เจอข้าวเย็นแล้วจะช็อกครับท่าน โคตรมหาน้อยเลย คิดได้ไงเนี่ย ต่อให้เป็นอาหารชุดๆ แบบญี่ปุ่นๆ (ที่ขึ้นชื่อว่าน้อยก็เหอะ) แต่นี่มันน้อยจริงๆ นะ น้อยแบบทนไม่ได้ แต่ก็ทนๆ กินไปซะ รีบไปเข้าโอฟุโระ แล้วไปนอนๆ จะได้ไม่หิว คืนนั้นพี่ๆ ห้องเราก็เล่นไพ่ กันตีสามตีสี่ (ยอดมนุษย์กันจริงๆ)

วันที่สอง ตื่นมานี่แทบจะแกะจากฟูก โคตรเมื่อยยยยยยยยยยยย เลยอ่ะ ปวดไปทั้งตัว อยากนอนนานๆ แต่ก็นะ ต้องมากินข้าวเช้า และรีบไปเล่นต่อ เดี๋ยวไม่คุ้ม วันนี้ก็ควบคุมได้ดีขึ้น ตอนบ่าย ก็มีการเล่นแรลลี่ด้วย พี่เค้าก็ตามสอนน้อยลง คนหัดก็เล่นกันเป็นมากขึ้น เราเองก็ควบคุมความเร็วได้ดีขึ้น เบรกได้เกือบจะสนิทดี เลี้ยวได้มากขึ้น กลัวน้อยลง แต่ถึงกระนั้น วันนี้ เราก็ได้ เกี่ยวน้องชายวัยประถมต้นล้มคนนึง (เป็นการพุ่งเข้าหากัน นึกถึงทางร่วมนะครับ แบบทางซ้ายลู่เข้ากลาง ทางขวาก็ลู่เข้ากลาง แล้วก็เกี่ยวกันตรงกลาง) อันที่จริงก็ไม่เป็นไรมากหรอก ก็ขอโทษๆ น้องเค้า แต่น้องเค้าลุกมาทำหน้าเหยๆ แล้วก็หนีไป (อย่างรวดเร้ว อายเด็กจริงๆ เล่นกันเก่ง) ส่วนอีกที ก็มีน้องมาเกี่ยวเรานิดหน่อย เฉียดๆ ตอนเราล้มไปแล้ว เค้าก็ขอโทษด้วยความแอคทีฟ (นึกถึงเด็กไฮเปอร์ไว้) แล้วก็ไป รอบที่ดูจะชนจังๆ ที่สุด ก็คงเป็นเสียบผู้หญิงจากด้านหลัง แบบลื่นมาอย่างรวดเร็วเบรกไม่อยู่ เลี้ยวไม่พ้น เลยกะว่าชนมันตรงๆ ดีกว่า กระนั้น เราก็บอกเค้าก่อน สักเมตรกว่าว่า "โกเมงนะไซ" (จริงๆ คือ ขอโทษนะครับ แต่ถ้าพูดเป็นญี่ปุ่นทัน จะพูดใหม่ว่า จะชนคุณแล้วนะ) แล้วเค้าก็หลบไม่ได้อยู่ดี เพราะไม่ใช่คนเท้าเปล่า เท้าติดสกีอยู่ เราก็เลยชนแล้วเนื่องจากตามหลักฟิสิกส์ที่เรียนมา ถ้าชนเร็วๆ สั้นๆ เค้าจะเจ็บ แต่ถ้าชนนานๆ หน่อย จะเจ็บน้อยกว่า ก็เลยเอามือโอบเอวเค้า (เหมือนไททานิค) แล้วก็ลื่นไปสักแปบ ก่อนจะทำตัวล้มลง สภาพก็ ไม่เป็นท่าครับ ขาเกี่ยวกันมั่วไปหมด แต่ก็ดูเหมือนจะเจ็บน้อยทั้งคู่ (หรือเปล่า) ก็ขอโทษเค้าใหญ่ แต่ก็ทำให้รองเท้าสกีเราหลุด (การที่รองเท้าหลุดกลางเนิน มันใส่ยากมากๆ ในบางทีนะ) นอกนั้นก็ไม่มีชนอะไรร้ายแรง แต่หลายทีที่ล้ม (เค้าสอนว่าให้ล้มข้างๆ ดีสุด ล้มหน้า ล้มหลังอันตราย ทั้งหัว ทั้งขาจะพลิก หัก) ก็รู้สึกได้ว่าหวาดเสียวขาจะเป็นอะไรจริงๆ วันนั้นหลังจากแรลลี่แล้ว เล่นอีกแป๊บเลยหยุด อ้อวันนี้มีหิมะตกแรงด้วย ช่วงกลางวันมองไรแทบไม่เห็น แต่นั่นก็ทำให้อุณหภูมิพอเหมาะพอดี เพราะจริงๆเล่นสกีมันร้อนมากกกกก นะ ถ้าอากาศไม่หนาวพอเนี่ย เหงื่อแตกข้างในเยอะมาก เย็นวันนี้ ก็มีกับข้าวน้อยๆ เหมือนเดิม มีฉายสไลด์รูปภาพอะไรนิดหน่อย แล้วก็อาบน้ำนอน เหมือนเดิม

วันที่สาม หนีกันขึ้นไปเล่น ทางที่สูงชันขึ้น คดเคี้ยวขึ้น (น่าจะขึ้นมานานละ ถ้าควบคุมได้ จะขึ้นไปนานแล้วอ่ะ) ข้างบนสวยมาก วิวเจ๋งโคตร (ดูได้ในมัลติพลาย) แถมมีทางที่ ถ้าไม่คุมดีๆ อาจจะเลี้ยวลงเหวได้อยู่ด้วย ก็เสียวๆ ไปอีกแบบ ตอนลงเราก็ตั้งใจไถลไปเข้าหากำแพงตลอด กลัวตก วันนี้เท่าที่จำได้ ไม่ล้มเลย สามารถลื่นได้ดั่งใจ วันนี้เลยถือโอกาสเอากล้องขึ้นไปถ่าย (สองวันแรกกลัวล้มกล้องพัง) พี่แก้มไม่ทันระวัง ก็กล้องมีน้ำแข็งขึ้นเลนส์ ถ่ายไม่ได้ซะงั้น พี่วินทำซองใส่กล้องตกลงในทางที่เค้าห้ามคนเข้าไป (อยู่ระหว่างการขึ้นลิฟต์) แล้วก็มีคนทำไม้โพลที่ไว้คุ้ยๆ หิมะ และบาลานซ์ตัวระหว่างเล่น ตกลงไปด้วย บนที่สูงที่สุดของภูเขานี้ (ชื่อริวโอ) มีพวกญี่ปุ่นบ้าพลัง นัดกันมา ใส่เสื้อกล้าม แล้วถอดเสื้อสกี บนนั้น เพื่อถ่ายรูปกับป้าย บนนั้นคงราวๆ -10 ได้มั้ง เนื่องจากฝั่งคันโต คือพวกโตเกียวจะกลับห้าโมงเย็น เลยต้องรีบลงมาเร็ว เก็บข้าวของ กระเป๋าและเปลี่ยนชุด (น้ำไม่อาบ) เสร็จแล้ว ก็นั่งรถบัสกลับโตเกียว เป็นอันจบทริปสกีครั้งแรกของเรา

English Presentation Class

เนื่องจากที่แคมปัสเรา มีจัดคลาสพิเศษ เป็นคล้ายๆ สัมมนาเชิงปฏิบัติการฟรี ให้นักเรียนในแคมปัสมาสมัครเพื่อเทรนการพรีเซนท์งานเป็นภาษาอังกฤษ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะทำให้นักเรียนของเขา (ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าคนญี่ปุ่นเก่งอังกฤษกันเหลือเกิน โดยเฉพาะการพูด และสนทนา) มีพัฒนาการทางภาษาอังกฤษดีขึ้น แต่เนื่องจากเป็นเด็กมหาลัยกันแล้ว หลักๆ ที่ต้องการใช้ก็คือการพรีเซนท์งานวิจัยนี่แหละ โดยอ.ประจำคลาส จะเป็นอ.เมกัน ที่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยเฉพาะ มีทั้งสิ้นสามคลาส จะอธิบายในย่อหน้าถัดไปนะครับ แต่ก่อนหน้านั้น มีสองครั้งที่เค้าเอาอ.วิศวะ ที่มีประสบการณ์ด้านการพรีเซนท์งานต่างประเทศบ่อยๆ มา บรรยายหลักการให้ฟัง (พร้อมโฆษณาหนังสือที่เค้าเขียนตามระเบียบ) เค้าก็โอเคอยู่นะ เท่าที่ฟังสำเนียงและการออกเสียง ถือว่าเป็นญี่ปุ่นที่ออกเสียงอังกฤษชัดทีเดียว แต่เราก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเอาเขามาพรีเซนท์เท่าไร ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็เอาอ.ฝรั่งมาบรรยายเทคนิคเลยดีกว่า สองครั้งที่นั่งฟังเค้า เลยเหมือนไม่ค่อยได้อะไรมากนัก (เพราะต้องมาแปลญี่ปุ่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับควรใช้ภาษาอังกฤษยังไง เป็นการแอดวานซ์ไปอีกขั้น เหอๆ)

ส่วนคลาสที่เรารอคอย คือคลาสสามครั้งหลังมากกว่า เพราะอ.เมกัน จัดการเอง อ. คนนี้อยู่ญี่ปุ่นมา 34 ปี (แก่กว่าทุกคนในคลาส) ดังนั้น ทั้งภาษาอังกฤษ และญี่ปุ่น จึงร้ายกาจนัก (สามารถเชื่อใจได้) โดยเค้าแบ่งคนเป็น สามคลาส เราอยู่คลาสสุดท้าย (เข้าใจว่าเค้าแบ่งตามคะแนน โทอิค โทเฟิล หรือ พรีเทสท์) ก็เข้าข้างตัวเองว่า คงได้คลาสที่ดีสุด 555 (เพราะ โทอิค คนญี่ปุ่น ได้ 500-600 ก็เก่งแล้ว คะแนนเราก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ก้มากกว่านั้นอ่ะนะ) เข้าไปถึงวันแรก อ.ก็ชวนนร. คุย เรื่องสัพเพเหระ ทำความคุ้นเคยก่อน แล้วก็สอนทริคเบื้องต้น นิดๆ หน่อยๆ ที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ เค้าจะเน้นมากว่าให้เอา conclusion ขึ้นต้นๆ ก่อนเลย เพื่อให้คนฟังรุ้ว่า เราจะพูดอะไร ซึ่งจะต่างกับคนญี่ปุ่น ที่ชอบสาธยายที่มา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ก่อนจะเข้าเรื่อง (นิสัยนี้ประยุกต์กับการกล่าวสุนทรพจน์ด้วย เท่าที่อ่านมาจากหนังสือเกร็ดนิสัยคนญี่ปุ่น) นิสัยนี้ ชาวตะวันตก ร้อยละ 95 ไม่ชอบอย่างมาก และจะงงว่าคุณจะพูดอะไรหรอครับ (ญี่ปุ่นมีชื่อเสียงเรื่องความกำกวมมากๆ)

หลังจากนั้นเค้าก็ให้นร.แต่ละคนพรีเซนท์เลย คลาสวันนี้จริงๆ ต้องมีสิบ แต่ขาดไปคน อ.เค้าก็เรียกทีละคนไปพรีเซนท์ ตามลำดับที่เค้าคิดไว้แล้ว ระหว่างพรีเซนท์เค้าก็จะสังเกตการพรีเซนท์ของแต่ละคน ในวันนี้ หลักๆ เค้าจะเน้นเรื่องสไลด์เสียมาก เพราะมีคนที่ทำสไลด์ไม่ได้ดั่งใจ อ.แกอยู่หลายคน (แต่ไม่ใช่เรา อิอิ) ระหว่างเบรกก็จะมีการสอนทบทวนแกรมมาร์อังกฤษบางจุดที่เค้าอยากเน้น รวมๆ แล้ว วันนี้ เค้าก็สอนทริกต่างๆ ดังนี้ (บางอย่างเราก็พอรู้แล้วบางอย่างก็เป็นเรื่องใหม่)

  1. ญี่ปุ่นเวลาพรีเซนท์ชอบใช้ yes/no question มากกว่า wh question ซึ่งจะตรงข้ามกับอังกฤษ
  2. ในความเห็นเค้า เค้าบอกว่าไม่ควรใช้ question ใน title ของพรีเซนท์ (แต่เราก็เห็นในเปเปอร์บางอันก็มีอยู่นะ แต่เป็นส่วนน้อย)
  3. ควรเว้นช่องไฟในสไลด์ให้พอดี สบายตา เราพบว่า ญี่ปุ่นหลายคน (มีเกาหลีคนนึง) ทำสไลด์กันแบบว่า ติดขอบโคตรๆ ไม่รุ้ จะกลัวเปลืองที่ไรนักหนา พี่แกยัดกันเข้าไปหมด
  4. อย่าสะกดผิด!!!! ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง แต่เราสะกดผิดในสไลด์ที่นำเสนอสู่สายตาประชาชนน้อยมาก เพราะเราจะตรวจหลายรอบ แต่ญี่ปุ่นเกือบทุกคนที่นี่ สะกดอังกฤษผิดกันเป็นว่าเล่น บางคนก็เผลอ บางคนไม่เผลอ แต่อาจจะไม่รุ้ว่าสะกดไง (ทั้งๆ ที่เวิร์ด ppt มันก็เตือนนะเวลาสะกดผิด) อ.บอกว่า "ถ้าคุณไม่ใส่ใจเรื่องแค่นี้ มันอาจแปลได้ว่างานวิจัยคุณก็ไม่ใส่ใจ เป็นจิตวิทยา แม้ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น"
  5. อย่าพูดว่า "เอ่อ ผมอังกฤษไม่ค่อยเก่งครับ ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าครับ" หรืออะไรทำนองนี้ อ.บอกว่า แม้จะจริง แต่ไม่ต้องพูดออกไป เสียเครดิตตัวเองเปล่าๆ ฝรั่งชอบคนมั่นใจในตัวเอง และกล้าคิด กล้าทำ
  6. ควรใส่ page number ไว้ทุกอัน เผื่อคนอยากถาม จะได้จดเบอร์หน้าไว้ ตอนหลังจะได้บอกว่า "ช่วยไปหน้า xxx" หน่อยสิครับ ได้ง่าย นอกจากนี้เค้ายังสอนด้วยว่า เวลาคนบอกให้ไปหน้านั้น เพียงคุณกด แป้นเลขในคีย์บอร์ดแล้ว enter มันก็จะไปหน้านั้นๆ ให้ (คนส่วนใหญ่ รวมทั้งเราด้วย ชอบที่จะกดคลิกขวา หรือออกจากการพรีเซนท์ แล้วเลื่อนไปหน้าที่ต้องการมากกว่า ซึ่งเค้าบอกว่า ทำแบบเค้าสอนจะเร็วกกว่า)
  7. พยายามอย่าใช้คำว่า "not" "no" ในการพรีเซนท์ให้มากนัก เพราะมีโอกาสที่คนนั่งหลับจะเข้าใจผิดได้ง่าย เพราะไม่ได้ฟังคำสองคำนั้น ให้ใช้คำที่มีความหมาย negative ในตัวเช่น not often --> seldom, not have --> lack, not include --> exclude, omit
  8. ใช้คำที่มี power ในตัว คือคำจำพวกที่มีความหมายชัดเจนกว่าพวก verb to be, to have, to do ซึ่งพวกญี่ปุ่นที่ยังไม่ค่อยเก่งนัก มักจะใช้กันจริงๆ (ฟังๆ ไปนับ is am are ได้เป็นสิบๆ ใช้อะไรกันนักหนา ตัวอื่นไม่มีให้ใช้เรอะ)
  9. เชื่อมประโยคบ้าง อย่าพูด He is a boy. He likes chocolate. He want to eat it. ต่อเป็นพรืดๆ (เรื่องนี้ผู้อ่านทุกท่านคงรู้กันตั้งแต่สมัยมัธยมละ แต่คนญีปุ่นบางคนแม้จะรู้ ก็ไม่รู้จักเอามาใช้) แล้วก็หัดพลิกแพลง passive, active บ้าง อย่าอ่านตามสไลด์ตรงๆ เพราะ คนจะอ่านสไลด์ และไม่ฟังคุณพูด (อ.บอกว่า "I can read faster than you talk") ถ้าอ่านพลิกๆ บ้าง สลับหน้าๆ หลังๆ จะดูไม่น่าเบื่อ คนก็จะฟังคุณมากขึ้นด้วย
  10. มีอันนึงน่าสนใจคือ ในการพรีเซนท์ภาษาญี่ปุ่นเค้ามักใช้คำว่า "ご存知のように" แปลว่า อย่างที่คุณทราบ ซึ่งคนญี่ปุ่น แปลตรงๆ เป็นอังกฤษว่า "As you know" อ.เลยบอกว่า "Do you know what I know?" ประเด็นคือ คุณมารู้ได้ไงว่า ผมอ่ะรู้อะไรบ้าง ที่ถูกน่าจะเป็น As I am sure you know หรืออะไรทำนองนี้มากกว่า
  11. ควรมี shocking data ช่วย ดีกว่าข้อมูลธรรมดาๆ ไม่เร้าใจ อ.บอกว่า มีบางคนแยกระหว่าง informative presentation กับ sale presentation ซึ่งเค้าคิดว่าพรีเซนท์แบบไหนๆ ก็คือการขายของ ขายไอเดียเหมือนๆ กัน ดังนั้น คุณควรจะพรีเซนท์ให้เร้าใจที่สุด ให้คนสนใจฟัง และมอบอะไรที่ดีๆ เป็นประโยชน์ต่อคนฟังให้ได้มากที่สุด
  12. Uniformity คือความเป็นเอกภาพในสไลด์ คนญี่ปุ่น (และคนไทยหลายๆ คน) ชอบทำสไลด์แบบขอไปที ประเภทสไลด์นี้ ฟอนท์นึง สไลด์ต่อไปอีกฟอนท์นึง เว้นวรรค ย่อหน้ามั่วเละเทะไปหมด (เราเห็นก็รำคาญนะ ทำให้มันเหมือนๆ กันไม่ได้หรอ powerpoint เองก็มี template ให้อยู่ละ ทำไมไม่ใช้กันหนา)

นอกนั้นก็เป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าขำ (แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเค้าเป็นงั้นกัน) คือ คนญี่ปุ่นอกเสียงอังกฤษกันน่ารักโคตรๆ galium --> แกลิมุ, up --> อัปปุ, third --> ธ้าด, The --> ด่า นอกนั้นก็มี คนนึงที่พรีเซนท์ไป ซี้ดไป ซีดดดดดด I am ซีดดดดดดด หลังจากอยู่มาหลายเดือน เราพบว่า ผู้ชายที่นี่ชอบพูดซี้ดๆๆๆๆ หลังจากค้นคว้าในตำรา (ขนาดนั้น) และการรสังเกต เค้าจะซีด (ทำเสียงรอดไรฟัน) เมื่อเวลาเค้าพบความยากลำบาก เช่นไปร้านเครื่องไฟฟ้า แล้วถามว่า ยี่ห้อนี้มีสเปคแบบนี้ไหม ถ้าเค้าไม่รุ้ เค้าก็จะซี้ดดดดดด แล้วก็บอกว่าโปรดรอสักครู่เป็นต้น หรือเช่นถามว่าโจทย์ข้อนี้ทำไง ถ้าเค้าตอบไม่ได้ทันที ก็จะซี้ดดดดดดด แล้วก็บอกว่าไม่รู้ครับ ถ้าใครอยากเป็นหนุ่มญี่ปุ่น ควรหัดซี้ด ไว้นะครับ (บางทีเราก็เริ่มติดแฮะ) ส่วนอีกคน ตลกมาก เพราะพรีเซนท์ภาษาอังกฤษมาตลอด พอจอตัวเลข พี่แกพูดภาษาญี่ปุ่นซะงั้น ตอนแรก เรานึกว่าเค้าเผลอ แต่เค้าพูดผิดแล้วไม่แก้ด้วย แถมยังพูดทุกครั้งที่เจอตัวเลข อ.บอกว่า เกิดมาเพิ่งเจอครับ

พอมาถึงของเรา เค้าก็แอบชม บวกให้กำลังใจว่า โดยปกติแล้ว คนพรีเซนท์อันสุดท้าย จะดีที่สุดนะ ทำนองว่าเป็น main event ของวัน เพราะงั้นพรีเซนท์ให้ดีๆ ล่ะ เราก็พรีเซนท์บลาๆ ไปตามสูตร (คือเอา senior project มาพรีเซนท์ ซึ่งเราพรีเซนท์ภาษาไทยไปสี่รอบห้ารอบแล้ว แบบเป็นทางการไม่รวมซ้อม และพรีเซนท์เป็นอังกฤษไปรอบ ในแล็บ หลังจบคอร์สนี้ ก็พรีเซนท์อังกฤษไป สี่รอบพอดี เรียกได้ว่า หลับตาพรีเซนท์แทบจะทำได้) จบแล้ว เค้าก็คอมเมนท์มาน้อยมาก (เค้าบอกว่าขอโทษที่ไม่มีอะไรคอมเมนท์ เพราะสไลด์คุณดีอยุ่แล้ว) (คนอ่านอย่าพึ่งหมั่นไส้ อย่างที่บอก เราพรีเซนท์อันนี้ไปหลายรอบ ผ่านการคอมเมนท์จากอ.คนไทยก็หลายรอบเหมือนกัน กว่าจะได้เป็นสไลด์อันนี้ ไม่แปลกอะไรที่มันจะดูดีกว่าพวกญี่ปุ่น) มีคอมเมนท์นิดหน่อยเรื่องการใช้ proper noun เค้าบอกว่าใช้คำว่า contribution 1, 2 ,3 จะดูเน้นย้ำให้คนฟังซึมซับเข้าไปมากกว่า บอกว่า first, secondly อะไรธรรมดา เรื่อยๆ

บล็อกชักเริ่มยาวแฮะ เข้าสู่คลาสที่สองต่อเลย คลาสที่สอง เค้าโฟกัสที่ท่าทาง บุคลิก น้ำเสียง ฯลฯ มากขึ้นกว่าสไลด์เฉยๆ สไลด์เค้าให้เพิ่มให้มากขึ้นหน่อยนึง โดยวันนี้ เค้าให้ย้อนลำดับ แปลว่าเราต้องพรีเซนท์คนแรก อ.บอกว่าจะให้หยุดระหว่างพรีเซนท์ ถ้าเค้าคิดว่ามีอะไรควรแก้ เราพรีเซนท์ได้ สามสิบวิ ก็โดนหยุดซะแล้ว เค้าบอกว่า ช่วยยิ้มด้วยครับ (ปกติเราพรีเซนท์ไม่เคยได้ยิ้มขนาดนั้นหรอก แหมนี่ภาษาอังกฤษ ยิ่งกลัวลืมบทหนัก) เค้าบอกว่า ไม่ยิ้มแล้วเครียดไป คุณไม่ต้องกลัวเพื่อน ไม่ต้องกลัวผม ผมไม่กัด เพื่อนก็ไม่กัดหรอก ทำตัวสบายๆ เป็นธรรมชาติ อย่านิ่งเป็นหุ่น (ก็คราวก่อน เค้าบอกว่าเราดุกดิกๆ เกินไปนี่หว่า) แล้วก็บอกให้เอามือขวาทับมือซ้าย เป็นวัฒนธรรมตะวันตก ที่เค้าจะไม่ประสานมือเอามือซ้ายขึ้นหน้า หลังจากนั้นไม่นาน ก็โดนอีก เค้าบอกว่า กรุณาสบตาคนฟังให้ดีกว่านี้ เราเคยโดนสอนมา (ตอนไหนไม่รุ้ จำไม่ได้) ว่าให้มองหลังห้อง จะลดความตื่นเต้นได้ แล้วก็จ้องคนฟังบ้าง แต่เค้าบอกว่า ให้ รักษา eye contact ให้ดี ทั่วๆ ห้องประชุม อย่ามองคนๆ เดียว แล้วก็ใหใช้มือไม้ให้มากกว่านี้ เข้าหาโปรเจคเตอร์ให้ธรรมชาติกว่านี้ อย่าพูดใส่กระดาน เพราะการพรีเซนท์ พูดให้คนฟัง มีตอนนึงของการพรีเซนท์ของเราที่เป็นคำถามว่า what causes this? ซึ่งเราก็พูดไปตามปกติ มีการเน้นนิดหน่อย แต่เค้าสั่งหยุดอย่างรุนแรง แล้วบอกว่าไม่ได้ๆๆๆๆๆ ต้องทำตาหรี่ (เหมือนสงสัย) ยกมือแบขึ้นมา (ทำท่าขอตังค์) ทั้งสองข้าง ทำเสียงเน้นหนัก ว่า ว็อทททททททททททททท คอสสิสสสส ดิส (ต้องทำหน้าเข้มๆ เฉพาะตอนนี้ห้ามยิ้ม) เฉพาะตอนนี้โดนเค้าจับซ้อมไปสองสามที และตรงที่มีคำถามในการพรีเซนท์ของคนอื่นๆ ก็โดนจับซ้อมเช่นกัน แต่คนญี่ปุ่นลำบากกว่า เพราะพูดอังกฤษไม่ค่อยชัด แถมยกมือเก้ๆ กังๆ อีก (คนญี่ปุ่นเค้าไม่ค่อยชอบแสดงออกกันน่ะ) ใครเคยดูดรากอนบอลให้นึกถึง บาบูนคุง ที่อยู่กับเจ้าพิภพหน่ะ คนญี่ปุ่นทำเหมือนไอ้ลิงตัวนั้นมากๆ เหอๆ จบคลาสวันนี้ เค้าก้บอกว่าคราวหน้า ไม่มีการคอมเมนท์กลางคันแล้ว จะพรีเซนท์แข่งกัน แล้วคอมเมนท์ทีหลัง

คลาสที่สามเหลือแค่ 4 คน คนที่เหลือ กลัวหัวหดกันหมดมั้ง (ไม่กล้าทำท่าอะไรประหลาดๆ แบบที่อ.เค้าสอน เหอๆ) วันนี้เราก็พรีเซนท์คนสุดท้ายอีก เพราะเรียงตามอักษร พรีเซนท์แต่ละคนเสร็จ เค้าก็จะให้เพื่อนๆ กันเองคอมเมนท์เพื่อนก่อน ก่อนที่อ.จะคอมเมนท์ ส่วนใหญ่ก็มีพัฒนาการขึ้นตามที่เค้าเคยแนะนำไปนะ คนแรกพรีเซนท์เรื่องมะเร็ง แต่เสียงพี่แก สุภาพไปหน่อย นิ่มนวล จนเวลา เน้นย้ำประเด็นอะไร ฟังดูเหมือนไม่ได้เน้น เค้าบอกว่า เมื่อกี๊ เค้ามีเว้นวรรค ใช้เสียงหนักเบา มีใครสังเกตบ้าง น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่มีใครสังเกตเท่าไร แต่มาดเค้าก็ดีนะ มีบางช่วงพูดอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นไปหน่อย คนที่สองเรื่อง climate คนนี้ก็ดูเหมือนมาดดี แต่ว่า วันนี้ รู้สึกเค้าพูดในคอไปหน่อย วันแรก ๆ ดูจะพูดภาษาอังกฤษชัดกว่า วันนี้ดูฟังยากขึ้นกว่าเดิม แล้วก็ eye contact แปลกๆ ไปหน่อย แบบสไลด์แรก มองคนทั้งซ้ายอย่างเดียว สไลด์สอง มองตรงกลาง สไลด์สาม มองทางขวา

คนที่สาม เป็น organic chem คนนี้ได้ชื่อว่า เป็นคนที่ตื่นเต้นที่สุดในคลาส เพราะเวลาพรีเซนท์ กริยาที่ออกมาทั้งหมดล้วนเป็นความตื่นเต้น เช่น ซีดดดดดดดด (อย่างที่บอกไปแล้ว) ที่แปลกคือ พรีเซนท์ไป แกจะเอามือนึงถลกแขนเสื้อซ้ายขึ้นไปเรื่อยๆ สักพัก จะถลกแขนขวา สักพัก จะเอามือถูแขน ถูๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (ขนหลุดไม่รู้กี่เส้น) สักพัก จะเปลี่ยนไปเกาหน้าผาก แล้วก็ซีดๆๆๆๆ เวลาตื่นเต้น สำเนียงจะเป็นญี่ปุ่น ขึ้นเรื่อยๆ แต่ข้อดีคือ เค้าเสียงดัง ฟังชัดดี แล้วก็มาถึงตาเรา ก็ทำตามลำดับที่เค้าเคยสอนอ่า ตอนพรีเซนท์จบ เพื่อนทุกคนก็คอมเมนท์บอกว่า ผมไม่มีอะไรจะติเค้าครับ เค้าทำตามที่อ.สอนได้ครบถ้วน ทั้ง posture, eye contact น้ำเสียง ลีลา ท่าทาง (และการทำตาหรี่เวลาสงสัย 555) อ.ก็บอกว่าเห็นด้วย แล้วก็คอมเมนท์เรื่องการใช้คำปลีกย่อยนิดหน่อย สุดท้ายเค้าก็ให้รางวัลเราเป็น the best presentation โดยให้โปสการ์ดเมืองบอสตัน เป็นภาพที่มีชื่อเสียง (เค้าว่ามา) แล้วก็บอกว่าอย่าว่ากัน เพราะงบน้อยน่ะ (ชนะภาษาอังกฤษคนญี่ปุ่นได้นี่ควรดีใจไหมนะ เหอๆ)

January 02

Happy New Year 2008

ก่อนเปิดบล็อกนี้ ขออนุญาตร่วมไว้อาลัยแด่สมเด็จะพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อเวลา 2.45 น.ของวันนี้นะครับ ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยสมกับพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยทุกๆ คนครับ สำหรับเราก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระพี่นางฯ ครั้งนึงในงานประธานเกียรติบัตรให้กับนักเรียนที่ผ่านการเข้าค่ายคัดเลือกครั้งที่ 2 ของโครงการส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการเมื่อปี 2545 พระองค์ทรงเข้าใจดีว่านักเรียนเกือบทุกคนที่เข้าร่วมค่ายในแต่ละปี ย่อมคาดหวังอยากให้ตัวเองได้เป็นผู้แทนประเทศประเทศไทยไปแข่งโอลิมปิกวิชาการระดับโลก เพื่อสร้างชื่อให้ครอบครัว วงศ์ตระกูล สถาบันของตัวเองและประเทศ แต่ในเมื่อมีเพียง 23 คนเท่านั้นที่จะเป็นผู้แทนได้ ก็ย่อมมีคนที่ต้องพลาดหวัง ผิดหวัง เช่นเราเป็นต้น ก็ได้ทรงให้โอวาทปลอบใจนักเรียนทุกคนที่พลาดหวังว่า "ไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจะไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ ทุกคนเก่งเหมือนกันหมด แต่มันคือกติกาที่ตั้งเอาไว้" และทรงให้โอวาทให้ทุกคนพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ประเทศชาติให้รุ่งเรือง ในโอกาสนี้จึงขอร่วมไว้อาลัย และจะน้อมนำพระโอวาทไปปฏิบัติด้วยครับ

ก่อนเริ่มบล็อกจริงๆ นต้องขอโฆษณา http://knackytodai.multiply.com ก่อนนะครับ มัลติพลายนี้ ตั้งใจไว้ใส่รูป และวิดีโออย่างเดียว เพราะใส่ง่ายดีกว่าเยอะ โหดลรูปไม่ช้า ก๊อปแปะทีเดียวได้ ใส่ได้ทั้งอัลบั้ม ไม่ต้องมานั่งเลือกแบบใน facebook ไม่เหมือน live space ที่อืดอาด แต่เนืองจาก ที่นี่สามารถกดลิงค์จาก msn ได้ง่ายๆ เลยยังขออัพบล็อกในนี้ก่อนครับ (ล่าสุดพึ่งอัพรูป bonenkai งานส่งปีเก่าของแล็บไปครับ)

DSC06474 DSC06479 DSC06478

เอาละ มาถึงบรรยากาศของ happy new year 2008 ปีนี้ เป็นปีแรกที่เราไม่ได้อยู่ไทยในวันปีใหม่ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาปกติแล้วมักจะไปเที่ยวกับครอบครัว และตระกูลปราณีนรารัตน์เป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าจำความได้ จะไปกันทุกปี เปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ ในปีนี้ ตอนแรกวางแผนไว้ว่า อาจจะไปเที่ยวในเมือง ตามแต่มีเพื่อนจะชวนไปหรือตามอารมณ์อยาก ปรากฏว่าใกล้ๆ พี่โบว์ที่ตอนแรกบอกว่าไม่มีคนเที่ยวด้วย ก็มีหนุ่ม พาไปเดทแล้ว 55 ยัยแหนมก็มีแฟนมาแล้ว ตอนแรกทางหอโซชิกาย่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะไปไหนกั