![]() |
|
Spaces home FiboKnackyPhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
|
No folders have been shared yet.
FiboKnackyway to be Bioinformatician
April 02 ครบรอบ 1 ปี กับการมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่นช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มต้นหลายๆ อย่างในญี่ปุ่น เพราะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระเบ่งบาน ถึงเป็นฤกษ์ยามอันดี ในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ครับ หลายๆ คนที่ไทย ที่จะมาเรียนญี่ปุ่นก็ได้เริ่มเดินทางมาบ้างแล้ว (เช่นเด็กทุนพานา) อีกหลายคนมาเมื่อวานนี้ (เด็กทุนมองฯ) เราก็ได้ไปอ่านบางบล็อกของคนเหล่านั้น หลายๆ คนต้องจากที่ทำงานเก่า ก็เศร้า ใจหายกันไป บางคนจบแล้วมาเลย (เหมือนเราปีก่อน) ก็อาจจะอาลัยเพื่อนๆ นิดหน่อยถึงปานกลาง วันนี้เป็นวันครบรอบที่เดินทางมาศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นของเราพอดี (ใครอ่านบล็อกพี่บิ๊กมาแล้ว จะรู้อย่างไม่ต้องสงสัยว่าเป็นบล็อกเลียนแบบ 55 แต่เราคงไม่เขียนซึ้งๆ แบบพี่บิ๊กหรอกครับ) ดูจากเวลาที่เริ่มเขียนบล็อกนี้ (หวังว่าจะเป็นบล็อกที่ไม่ยาว) ก็เป็นเวลาที่เครื่องของ jal (จำเบอร์ไฟลท์ไม่ได้) ลงที่นาริตะพอดี (เวลาใกล้เคียงมาก คือ ราวๆ 4 โมงเย็น) ในวันที่ 2 เมษายน ปี 2007 มาถึงวันนี้ก็ครบรอบหนึ่งปีพอดี มีเรื่องราวหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย ดังต่อไปนี้
สรุปแล้ว เราได้ประสบการณ์มากมายทั้งเรื่องชีวิตทั่วไป เรื่องเที่ยว เรื่องการทำงาน การเรียน ประสบการณ์เหล่านี้มีค่ามากๆ (คิดว่าจะมีค่ามากขึ้นๆ ในอนาคต) สุดท้ายนี้ก่อนที่บล็อกนี้จะยาวๆๆๆ ไปกว่านี้ ขอฝาก รูปซากุระที่กำลังบานให้ทุกคนได้ชมกัน อันนี้ถ่ายแถวบ้านเราเอง เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ขอให้ชีวิตจากนี้ไป มีแต่ความรุ่งโรจน์ รุ่งเรือง เหมือนซากุระที่เบ่งบาน รับปีการศึกษาใหม่นี้ February 25 สกีทริป + English Presentation Classวันนี้ขอควบสองเลยนะครับ เพราะเลทมาเป็นเดือน เหอๆ Ski Trip เรื่องแรกก็คือการไปสกีทริปที่ผ่านมาตอนช่วงปีใหม่ เพื่อให้เนื้อหาในนี้ไม่เยิ่นเย้อไป รูปและวิดีโอ(การเล่นครั้งแรกแบบเก้ๆ กังๆ ของเรา) นั้นดูได้ที่ http://knackytodai.multiply.com ครับ ทริปนี้จัดโดยสมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่น (ดังนั้นผู้ร่วมทริปนี้จึงมีมากเป็นเกือบร้อยคน) ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ได้ไปเที่ยวสามวันสองคืนสบายๆ ตอนแรก พี่ๆ เขาก็โฆษณาว่าห้องพร้อมสรรพ ไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ แต่เนื่องจากการประสานงานผิดพลาดเล็กน้อย พี่ที่ตกลงเรื่องห้องพักไม่ได้ไปด้วย เลยทำให้ได้ห้องที่ต้องเบียดกันสิบเอ็ดสิบสองคน และไม่มีอุปกรณ์ (ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน ฯลฯ) ให้เลย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเท่าไร เพราะเราเตรียมไปพร้อม และประเด็นคือมาสนุกกับสกีมากกว่า ไปถึงวันแรกก็เสียเวลากันนิดหน่อยๆ รอๆ กันไปๆ มาๆ ตอนออกมานั้นเป็นเวลากลางคืน ไปถึงตอนเช้ามืด (เช้ามืดจริงๆ ตีห้าได้มั้ง ถ้าจำไม่ผิด) และบนรถก็นอนไม่หลับตามเคย ทำให้รุ้สึกโทรมและเพลียโคตรๆ ไปถึง รอโอซากา รอนาโกย่า (เป็นทริปรวมเกือบทั้งประเทศญี่ปุ่น) กว่าจะครบ กว่าจะเปลี่ยนชุด เอาของ ปาไปสิบโมงละ ไปถึงพี่เค้าก็แบ่งเป็นสีๆ เพื่อแยกกันฝึกตามสี (ทริปนี้ดีตรงที่เค้ามาสอนให้ฟรีๆ เนี่ยแหล่ะ ถ้าไปกันเองนี่คงไม่มีคนมาสอนแบบนี้หรอก ต่างคนต่างอยากเล่นเอง) แรกๆ ก็สอนให้ล้ม สอนให้ทำขาสามเหลี่ยม เพื่อถ่วงน้ำหนักให้ความเร็วต่ำ แล้วค่อยๆ ไป ถ้าคนเซียนแล้ว เค้าจะทำขาขนานแล้วโฉบไปๆ มาๆ แทน ล่อไปหมดวันนั้น ก็พอสามเหล่ยมได้ แต่เบรกไม่ชัวร์ เลี้ยวยังไม่ได้ แต่รู้สึกได้เลยว่าเป็นกีฬาที่สนุกมาก (ใครมีโอกาสขอแนะนำ) แต่ขณะเดียวกันมันก็อันตรายด้วยครับ ถ้าคนเบรกไม่เป็น ทำขาไม่เป็น ลงไปตรงเนินเหมือนนั่งมอไซด์เร็วๆ เลยอ่ะ (แล้วคิดดูว่าถ้าพุ่งชนสิ่งกีดขวางจะเป็นไง) เพราะงั้นเซฟตี้สำคัญนะครับ ถ้าทำท่าว่าจะเบรกไม่ได้ ก็ล้มมันซะเองเลยแบบตั้งใจจะเซฟกว่า (อันเป็นที่มาที่ทำให้ผู้เข้าเล่นครั้งนี้ ตกกลางคืนก้น สะโพก เคล็ด ช้ำกันไปตามๆ กัน เหอๆ) ในคราวนี้เราก็ได้ตั้งใจล้มไปหลายที เพราะมันน่ากลัวมากๆ กลัวชนชาวบ้าน ยิ่งพวกเล่นบอร์ดแล้วชอบมานั่งกลางทางเนี่ย เสียว เอาเข่าเสยคอหลุดจริงๆ เล่นจนเย็น (ระหว่างกลางวันมีกินข้าวนิดหน่อย) ก็เอาของเก็บแล้วไปกินข้าวเย็น เจอข้าวเย็นแล้วจะช็อกครับท่าน โคตรมหาน้อยเลย คิดได้ไงเนี่ย ต่อให้เป็นอาหารชุดๆ แบบญี่ปุ่นๆ (ที่ขึ้นชื่อว่าน้อยก็เหอะ) แต่นี่มันน้อยจริงๆ นะ น้อยแบบทนไม่ได้ แต่ก็ทนๆ กินไปซะ รีบไปเข้าโอฟุโระ แล้วไปนอนๆ จะได้ไม่หิว คืนนั้นพี่ๆ ห้องเราก็เล่นไพ่ กันตีสามตีสี่ (ยอดมนุษย์กันจริงๆ) วันที่สอง ตื่นมานี่แทบจะแกะจากฟูก โคตรเมื่อยยยยยยยยยยยย เลยอ่ะ ปวดไปทั้งตัว อยากนอนนานๆ แต่ก็นะ ต้องมากินข้าวเช้า และรีบไปเล่นต่อ เดี๋ยวไม่คุ้ม วันนี้ก็ควบคุมได้ดีขึ้น ตอนบ่าย ก็มีการเล่นแรลลี่ด้วย พี่เค้าก็ตามสอนน้อยลง คนหัดก็เล่นกันเป็นมากขึ้น เราเองก็ควบคุมความเร็วได้ดีขึ้น เบรกได้เกือบจะสนิทดี เลี้ยวได้มากขึ้น กลัวน้อยลง แต่ถึงกระนั้น วันนี้ เราก็ได้ เกี่ยวน้องชายวัยประถมต้นล้มคนนึง (เป็นการพุ่งเข้าหากัน นึกถึงทางร่วมนะครับ แบบทางซ้ายลู่เข้ากลาง ทางขวาก็ลู่เข้ากลาง แล้วก็เกี่ยวกันตรงกลาง) อันที่จริงก็ไม่เป็นไรมากหรอก ก็ขอโทษๆ น้องเค้า แต่น้องเค้าลุกมาทำหน้าเหยๆ แล้วก็หนีไป (อย่างรวดเร้ว อายเด็กจริงๆ เล่นกันเก่ง) ส่วนอีกที ก็มีน้องมาเกี่ยวเรานิดหน่อย เฉียดๆ ตอนเราล้มไปแล้ว เค้าก็ขอโทษด้วยความแอคทีฟ (นึกถึงเด็กไฮเปอร์ไว้) แล้วก็ไป รอบที่ดูจะชนจังๆ ที่สุด ก็คงเป็นเสียบผู้หญิงจากด้านหลัง แบบลื่นมาอย่างรวดเร็วเบรกไม่อยู่ เลี้ยวไม่พ้น เลยกะว่าชนมันตรงๆ ดีกว่า กระนั้น เราก็บอกเค้าก่อน สักเมตรกว่าว่า "โกเมงนะไซ" (จริงๆ คือ ขอโทษนะครับ แต่ถ้าพูดเป็นญี่ปุ่นทัน จะพูดใหม่ว่า จะชนคุณแล้วนะ) แล้วเค้าก็หลบไม่ได้อยู่ดี เพราะไม่ใช่คนเท้าเปล่า เท้าติดสกีอยู่ เราก็เลยชนแล้วเนื่องจากตามหลักฟิสิกส์ที่เรียนมา ถ้าชนเร็วๆ สั้นๆ เค้าจะเจ็บ แต่ถ้าชนนานๆ หน่อย จะเจ็บน้อยกว่า ก็เลยเอามือโอบเอวเค้า (เหมือนไททานิค) แล้วก็ลื่นไปสักแปบ ก่อนจะทำตัวล้มลง สภาพก็ ไม่เป็นท่าครับ ขาเกี่ยวกันมั่วไปหมด แต่ก็ดูเหมือนจะเจ็บน้อยทั้งคู่ (หรือเปล่า) ก็ขอโทษเค้าใหญ่ แต่ก็ทำให้รองเท้าสกีเราหลุด (การที่รองเท้าหลุดกลางเนิน มันใส่ยากมากๆ ในบางทีนะ) นอกนั้นก็ไม่มีชนอะไรร้ายแรง แต่หลายทีที่ล้ม (เค้าสอนว่าให้ล้มข้างๆ ดีสุด ล้มหน้า ล้มหลังอันตราย ทั้งหัว ทั้งขาจะพลิก หัก) ก็รู้สึกได้ว่าหวาดเสียวขาจะเป็นอะไรจริงๆ วันนั้นหลังจากแรลลี่แล้ว เล่นอีกแป๊บเลยหยุด อ้อวันนี้มีหิมะตกแรงด้วย ช่วงกลางวันมองไรแทบไม่เห็น แต่นั่นก็ทำให้อุณหภูมิพอเหมาะพอดี เพราะจริงๆเล่นสกีมันร้อนมากกกกก นะ ถ้าอากาศไม่หนาวพอเนี่ย เหงื่อแตกข้างในเยอะมาก เย็นวันนี้ ก็มีกับข้าวน้อยๆ เหมือนเดิม มีฉายสไลด์รูปภาพอะไรนิดหน่อย แล้วก็อาบน้ำนอน เหมือนเดิม วันที่สาม หนีกันขึ้นไปเล่น ทางที่สูงชันขึ้น คดเคี้ยวขึ้น (น่าจะขึ้นมานานละ ถ้าควบคุมได้ จะขึ้นไปนานแล้วอ่ะ) ข้างบนสวยมาก วิวเจ๋งโคตร (ดูได้ในมัลติพลาย) แถมมีทางที่ ถ้าไม่คุมดีๆ อาจจะเลี้ยวลงเหวได้อยู่ด้วย ก็เสียวๆ ไปอีกแบบ ตอนลงเราก็ตั้งใจไถลไปเข้าหากำแพงตลอด กลัวตก วันนี้เท่าที่จำได้ ไม่ล้มเลย สามารถลื่นได้ดั่งใจ วันนี้เลยถือโอกาสเอากล้องขึ้นไปถ่าย (สองวันแรกกลัวล้มกล้องพัง) พี่แก้มไม่ทันระวัง ก็กล้องมีน้ำแข็งขึ้นเลนส์ ถ่ายไม่ได้ซะงั้น พี่วินทำซองใส่กล้องตกลงในทางที่เค้าห้ามคนเข้าไป (อยู่ระหว่างการขึ้นลิฟต์) แล้วก็มีคนทำไม้โพลที่ไว้คุ้ยๆ หิมะ และบาลานซ์ตัวระหว่างเล่น ตกลงไปด้วย บนที่สูงที่สุดของภูเขานี้ (ชื่อริวโอ) มีพวกญี่ปุ่นบ้าพลัง นัดกันมา ใส่เสื้อกล้าม แล้วถอดเสื้อสกี บนนั้น เพื่อถ่ายรูปกับป้าย บนนั้นคงราวๆ -10 ได้มั้ง เนื่องจากฝั่งคันโต คือพวกโตเกียวจะกลับห้าโมงเย็น เลยต้องรีบลงมาเร็ว เก็บข้าวของ กระเป๋าและเปลี่ยนชุด (น้ำไม่อาบ) เสร็จแล้ว ก็นั่งรถบัสกลับโตเกียว เป็นอันจบทริปสกีครั้งแรกของเรา English Presentation Class เนื่องจากที่แคมปัสเรา มีจัดคลาสพิเศษ เป็นคล้ายๆ สัมมนาเชิงปฏิบัติการฟรี ให้นักเรียนในแคมปัสมาสมัครเพื่อเทรนการพรีเซนท์งานเป็นภาษาอังกฤษ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะทำให้นักเรียนของเขา (ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าคนญี่ปุ่นเก่งอังกฤษกันเหลือเกิน โดยเฉพาะการพูด และสนทนา) มีพัฒนาการทางภาษาอังกฤษดีขึ้น แต่เนื่องจากเป็นเด็กมหาลัยกันแล้ว หลักๆ ที่ต้องการใช้ก็คือการพรีเซนท์งานวิจัยนี่แหละ โดยอ.ประจำคลาส จะเป็นอ.เมกัน ที่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยเฉพาะ มีทั้งสิ้นสามคลาส จะอธิบายในย่อหน้าถัดไปนะครับ แต่ก่อนหน้านั้น มีสองครั้งที่เค้าเอาอ.วิศวะ ที่มีประสบการณ์ด้านการพรีเซนท์งานต่างประเทศบ่อยๆ มา บรรยายหลักการให้ฟัง (พร้อมโฆษณาหนังสือที่เค้าเขียนตามระเบียบ) เค้าก็โอเคอยู่นะ เท่าที่ฟังสำเนียงและการออกเสียง ถือว่าเป็นญี่ปุ่นที่ออกเสียงอังกฤษชัดทีเดียว แต่เราก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเอาเขามาพรีเซนท์เท่าไร ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็เอาอ.ฝรั่งมาบรรยายเทคนิคเลยดีกว่า สองครั้งที่นั่งฟังเค้า เลยเหมือนไม่ค่อยได้อะไรมากนัก (เพราะต้องมาแปลญี่ปุ่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับควรใช้ภาษาอังกฤษยังไง เป็นการแอดวานซ์ไปอีกขั้น เหอๆ) ส่วนคลาสที่เรารอคอย คือคลาสสามครั้งหลังมากกว่า เพราะอ.เมกัน จัดการเอง อ. คนนี้อยู่ญี่ปุ่นมา 34 ปี (แก่กว่าทุกคนในคลาส) ดังนั้น ทั้งภาษาอังกฤษ และญี่ปุ่น จึงร้ายกาจนัก (สามารถเชื่อใจได้) โดยเค้าแบ่งคนเป็น สามคลาส เราอยู่คลาสสุดท้าย (เข้าใจว่าเค้าแบ่งตามคะแนน โทอิค โทเฟิล หรือ พรีเทสท์) ก็เข้าข้างตัวเองว่า คงได้คลาสที่ดีสุด 555 (เพราะ โทอิค คนญี่ปุ่น ได้ 500-600 ก็เก่งแล้ว คะแนนเราก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ก้มากกว่านั้นอ่ะนะ) เข้าไปถึงวันแรก อ.ก็ชวนนร. คุย เรื่องสัพเพเหระ ทำความคุ้นเคยก่อน แล้วก็สอนทริคเบื้องต้น นิดๆ หน่อยๆ ที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ เค้าจะเน้นมากว่าให้เอา conclusion ขึ้นต้นๆ ก่อนเลย เพื่อให้คนฟังรุ้ว่า เราจะพูดอะไร ซึ่งจะต่างกับคนญี่ปุ่น ที่ชอบสาธยายที่มา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ก่อนจะเข้าเรื่อง (นิสัยนี้ประยุกต์กับการกล่าวสุนทรพจน์ด้วย เท่าที่อ่านมาจากหนังสือเกร็ดนิสัยคนญี่ปุ่น) นิสัยนี้ ชาวตะวันตก ร้อยละ 95 ไม่ชอบอย่างมาก และจะงงว่าคุณจะพูดอะไรหรอครับ (ญี่ปุ่นมีชื่อเสียงเรื่องความกำกวมมากๆ) หลังจากนั้นเค้าก็ให้นร.แต่ละคนพรีเซนท์เลย คลาสวันนี้จริงๆ ต้องมีสิบ แต่ขาดไปคน อ.เค้าก็เรียกทีละคนไปพรีเซนท์ ตามลำดับที่เค้าคิดไว้แล้ว ระหว่างพรีเซนท์เค้าก็จะสังเกตการพรีเซนท์ของแต่ละคน ในวันนี้ หลักๆ เค้าจะเน้นเรื่องสไลด์เสียมาก เพราะมีคนที่ทำสไลด์ไม่ได้ดั่งใจ อ.แกอยู่หลายคน (แต่ไม่ใช่เรา อิอิ) ระหว่างเบรกก็จะมีการสอนทบทวนแกรมมาร์อังกฤษบางจุดที่เค้าอยากเน้น รวมๆ แล้ว วันนี้ เค้าก็สอนทริกต่างๆ ดังนี้ (บางอย่างเราก็พอรู้แล้วบางอย่างก็เป็นเรื่องใหม่)
นอกนั้นก็เป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าขำ (แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเค้าเป็นงั้นกัน) คือ คนญี่ปุ่นอกเสียงอังกฤษกันน่ารักโคตรๆ galium --> แกลิมุ, up --> อัปปุ, third --> ธ้าด, The --> ด่า นอกนั้นก็มี คนนึงที่พรีเซนท์ไป ซี้ดไป ซีดดดดดด I am ซีดดดดดดด หลังจากอยู่มาหลายเดือน เราพบว่า ผู้ชายที่นี่ชอบพูดซี้ดๆๆๆๆ หลังจากค้นคว้าในตำรา (ขนาดนั้น) และการรสังเกต เค้าจะซีด (ทำเสียงรอดไรฟัน) เมื่อเวลาเค้าพบความยากลำบาก เช่นไปร้านเครื่องไฟฟ้า แล้วถามว่า ยี่ห้อนี้มีสเปคแบบนี้ไหม ถ้าเค้าไม่รุ้ เค้าก็จะซี้ดดดดดด แล้วก็บอกว่าโปรดรอสักครู่เป็นต้น หรือเช่นถามว่าโจทย์ข้อนี้ทำไง ถ้าเค้าตอบไม่ได้ทันที ก็จะซี้ดดดดดดด แล้วก็บอกว่าไม่รู้ครับ ถ้าใครอยากเป็นหนุ่มญี่ปุ่น ควรหัดซี้ด ไว้นะครับ (บางทีเราก็เริ่มติดแฮะ) ส่วนอีกคน ตลกมาก เพราะพรีเซนท์ภาษาอังกฤษมาตลอด พอจอตัวเลข พี่แกพูดภาษาญี่ปุ่นซะงั้น ตอนแรก เรานึกว่าเค้าเผลอ แต่เค้าพูดผิดแล้วไม่แก้ด้วย แถมยังพูดทุกครั้งที่เจอตัวเลข อ.บอกว่า เกิดมาเพิ่งเจอครับ พอมาถึงของเรา เค้าก็แอบชม บวกให้กำลังใจว่า โดยปกติแล้ว คนพรีเซนท์อันสุดท้าย จะดีที่สุดนะ ทำนองว่าเป็น main event ของวัน เพราะงั้นพรีเซนท์ให้ดีๆ ล่ะ เราก็พรีเซนท์บลาๆ ไปตามสูตร (คือเอา senior project มาพรีเซนท์ ซึ่งเราพรีเซนท์ภาษาไทยไปสี่รอบห้ารอบแล้ว แบบเป็นทางการไม่รวมซ้อม และพรีเซนท์เป็นอังกฤษไปรอบ ในแล็บ หลังจบคอร์สนี้ ก็พรีเซนท์อังกฤษไป สี่รอบพอดี เรียกได้ว่า หลับตาพรีเซนท์แทบจะทำได้) จบแล้ว เค้าก็คอมเมนท์มาน้อยมาก (เค้าบอกว่าขอโทษที่ไม่มีอะไรคอมเมนท์ เพราะสไลด์คุณดีอยุ่แล้ว) (คนอ่านอย่าพึ่งหมั่นไส้ อย่างที่บอก เราพรีเซนท์อันนี้ไปหลายรอบ ผ่านการคอมเมนท์จากอ.คนไทยก็หลายรอบเหมือนกัน กว่าจะได้เป็นสไลด์อันนี้ ไม่แปลกอะไรที่มันจะดูดีกว่าพวกญี่ปุ่น) มีคอมเมนท์นิดหน่อยเรื่องการใช้ proper noun เค้าบอกว่าใช้คำว่า contribution 1, 2 ,3 จะดูเน้นย้ำให้คนฟังซึมซับเข้าไปมากกว่า บอกว่า first, secondly อะไรธรรมดา เรื่อยๆ บล็อกชักเริ่มยาวแฮะ เข้าสู่คลาสที่สองต่อเลย คลาสที่สอง เค้าโฟกัสที่ท่าทาง บุคลิก น้ำเสียง ฯลฯ มากขึ้นกว่าสไลด์เฉยๆ สไลด์เค้าให้เพิ่มให้มากขึ้นหน่อยนึง โดยวันนี้ เค้าให้ย้อนลำดับ แปลว่าเราต้องพรีเซนท์คนแรก อ.บอกว่าจะให้หยุดระหว่างพรีเซนท์ ถ้าเค้าคิดว่ามีอะไรควรแก้ เราพรีเซนท์ได้ สามสิบวิ ก็โดนหยุดซะแล้ว เค้าบอกว่า ช่วยยิ้มด้วยครับ (ปกติเราพรีเซนท์ไม่เคยได้ยิ้มขนาดนั้นหรอก แหมนี่ภาษาอังกฤษ ยิ่งกลัวลืมบทหนัก) เค้าบอกว่า ไม่ยิ้มแล้วเครียดไป คุณไม่ต้องกลัวเพื่อน ไม่ต้องกลัวผม ผมไม่กัด เพื่อนก็ไม่กัดหรอก ทำตัวสบายๆ เป็นธรรมชาติ อย่านิ่งเป็นหุ่น (ก็คราวก่อน เค้าบอกว่าเราดุกดิกๆ เกินไปนี่หว่า) แล้วก็บอกให้เอามือขวาทับมือซ้าย เป็นวัฒนธรรมตะวันตก ที่เค้าจะไม่ประสานมือเอามือซ้ายขึ้นหน้า หลังจากนั้นไม่นาน ก็โดนอีก เค้าบอกว่า กรุณาสบตาคนฟังให้ดีกว่านี้ เราเคยโดนสอนมา (ตอนไหนไม่รุ้ จำไม่ได้) ว่าให้มองหลังห้อง จะลดความตื่นเต้นได้ แล้วก็จ้องคนฟังบ้าง แต่เค้าบอกว่า ให้ รักษา eye contact ให้ดี ทั่วๆ ห้องประชุม อย่ามองคนๆ เดียว แล้วก็ใหใช้มือไม้ให้มากกว่านี้ เข้าหาโปรเจคเตอร์ให้ธรรมชาติกว่านี้ อย่าพูดใส่กระดาน เพราะการพรีเซนท์ พูดให้คนฟัง มีตอนนึงของการพรีเซนท์ของเราที่เป็นคำถามว่า what causes this? ซึ่งเราก็พูดไปตามปกติ มีการเน้นนิดหน่อย แต่เค้าสั่งหยุดอย่างรุนแรง แล้วบอกว่าไม่ได้ๆๆๆๆๆ ต้องทำตาหรี่ (เหมือนสงสัย) ยกมือแบขึ้นมา (ทำท่าขอตังค์) ทั้งสองข้าง ทำเสียงเน้นหนัก ว่า ว็อทททททททททททททท คอสสิสสสส ดิส (ต้องทำหน้าเข้มๆ เฉพาะตอนนี้ห้ามยิ้ม) เฉพาะตอนนี้โดนเค้าจับซ้อมไปสองสามที และตรงที่มีคำถามในการพรีเซนท์ของคนอื่นๆ ก็โดนจับซ้อมเช่นกัน แต่คนญี่ปุ่นลำบากกว่า เพราะพูดอังกฤษไม่ค่อยชัด แถมยกมือเก้ๆ กังๆ อีก (คนญี่ปุ่นเค้าไม่ค่อยชอบแสดงออกกันน่ะ) ใครเคยดูดรากอนบอลให้นึกถึง บาบูนคุง ที่อยู่กับเจ้าพิภพหน่ะ คนญี่ปุ่นทำเหมือนไอ้ลิงตัวนั้นมากๆ เหอๆ จบคลาสวันนี้ เค้าก้บอกว่าคราวหน้า ไม่มีการคอมเมนท์กลางคันแล้ว จะพรีเซนท์แข่งกัน แล้วคอมเมนท์ทีหลัง คลาสที่สามเหลือแค่ 4 คน คนที่เหลือ กลัวหัวหดกันหมดมั้ง (ไม่กล้าทำท่าอะไรประหลาดๆ แบบที่อ.เค้าสอน เหอๆ) วันนี้เราก็พรีเซนท์คนสุดท้ายอีก เพราะเรียงตามอักษร พรีเซนท์แต่ละคนเสร็จ เค้าก็จะให้เพื่อนๆ กันเองคอมเมนท์เพื่อนก่อน ก่อนที่อ.จะคอมเมนท์ ส่วนใหญ่ก็มีพัฒนาการขึ้นตามที่เค้าเคยแนะนำไปนะ คนแรกพรีเซนท์เรื่องมะเร็ง แต่เสียงพี่แก สุภาพไปหน่อย นิ่มนวล จนเวลา เน้นย้ำประเด็นอะไร ฟังดูเหมือนไม่ได้เน้น เค้าบอกว่า เมื่อกี๊ เค้ามีเว้นวรรค ใช้เสียงหนักเบา มีใครสังเกตบ้าง น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่มีใครสังเกตเท่าไร แต่มาดเค้าก็ดีนะ มีบางช่วงพูดอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นไปหน่อย คนที่สองเรื่อง climate คนนี้ก็ดูเหมือนมาดดี แต่ว่า วันนี้ รู้สึกเค้าพูดในคอไปหน่อย วันแรก ๆ ดูจะพูดภาษาอังกฤษชัดกว่า วันนี้ดูฟังยากขึ้นกว่าเดิม แล้วก็ eye contact แปลกๆ ไปหน่อย แบบสไลด์แรก มองคนทั้งซ้ายอย่างเดียว สไลด์สอง มองตรงกลาง สไลด์สาม มองทางขวา คนที่สาม เป็น organic chem คนนี้ได้ชื่อว่า เป็นคนที่ตื่นเต้นที่สุดในคลาส เพราะเวลาพรีเซนท์ กริยาที่ออกมาทั้งหมดล้วนเป็นความตื่นเต้น เช่น ซีดดดดดดดด (อย่างที่บอกไปแล้ว) ที่แปลกคือ พรีเซนท์ไป แกจะเอามือนึงถลกแขนเสื้อซ้ายขึ้นไปเรื่อยๆ สักพัก จะถลกแขนขวา สักพัก จะเอามือถูแขน ถูๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (ขนหลุดไม่รู้กี่เส้น) สักพัก จะเปลี่ยนไปเกาหน้าผาก แล้วก็ซีดๆๆๆๆ เวลาตื่นเต้น สำเนียงจะเป็นญี่ปุ่น ขึ้นเรื่อยๆ แต่ข้อดีคือ เค้าเสียงดัง ฟังชัดดี แล้วก็มาถึงตาเรา ก็ทำตามลำดับที่เค้าเคยสอนอ่า ตอนพรีเซนท์จบ เพื่อนทุกคนก็คอมเมนท์บอกว่า ผมไม่มีอะไรจะติเค้าครับ เค้าทำตามที่อ.สอนได้ครบถ้วน ทั้ง posture, eye contact น้ำเสียง ลีลา ท่าทาง (และการทำตาหรี่เวลาสงสัย 555) อ.ก็บอกว่าเห็นด้วย แล้วก็คอมเมนท์เรื่องการใช้คำปลีกย่อยนิดหน่อย สุดท้ายเค้าก็ให้รางวัลเราเป็น the best presentation โดยให้โปสการ์ดเมืองบอสตัน เป็นภาพที่มีชื่อเสียง (เค้าว่ามา) แล้วก็บอกว่าอย่าว่ากัน เพราะงบน้อยน่ะ (ชนะภาษาอังกฤษคนญี่ปุ่นได้นี่ควรดีใจไหมนะ เหอๆ) January 02 Happy New Year 2008ก่อนเปิดบล็อกนี้ ขออนุญาตร่วมไว้อาลัยแด่สมเด็จะพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อเวลา 2.45 น.ของวันนี้นะครับ ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยสมกับพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยทุกๆ คนครับ สำหรับเราก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระพี่นางฯ ครั้งนึงในงานประธานเกียรติบัตรให้กับนักเรียนที่ผ่านการเข้าค่ายคัดเลือกครั้งที่ 2 ของโครงการส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการเมื่อปี 2545 พระองค์ทรงเข้าใจดีว่านักเรียนเกือบทุกคนที่เข้าร่วมค่ายในแต่ละปี ย่อมคาดหวังอยากให้ตัวเองได้เป็นผู้แทนประเทศประเทศไทยไปแข่งโอลิมปิกวิชาการระดับโลก เพื่อสร้างชื่อให้ครอบครัว วงศ์ตระกูล สถาบันของตัวเองและประเทศ แต่ในเมื่อมีเพียง 23 คนเท่านั้นที่จะเป็นผู้แทนได้ ก็ย่อมมีคนที่ต้องพลาดหวัง ผิดหวัง เช่นเราเป็นต้น ก็ได้ทรงให้โอวาทปลอบใจนักเรียนทุกคนที่พลาดหวังว่า "ไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจะไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ ทุกคนเก่งเหมือนกันหมด แต่มันคือกติกาที่ตั้งเอาไว้" และทรงให้โอวาทให้ทุกคนพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ประเทศชาติให้รุ่งเรือง ในโอกาสนี้จึงขอร่วมไว้อาลัย และจะน้อมนำพระโอวาทไปปฏิบัติด้วยครับ ก่อนเริ่มบล็อกจริงๆ นต้องขอโฆษณา http://knackytodai.multiply.com ก่อนนะครับ มัลติพลายนี้ ตั้งใจไว้ใส่รูป และวิดีโออย่างเดียว เพราะใส่ง่ายดีกว่าเยอะ โหดลรูปไม่ช้า ก๊อปแปะทีเดียวได้ ใส่ได้ทั้งอัลบั้ม ไม่ต้องมานั่งเลือกแบบใน facebook ไม่เหมือน live space ที่อืดอาด แต่เนืองจาก ที่นี่สามารถกดลิงค์จาก msn ได้ง่ายๆ เลยยังขออัพบล็อกในนี้ก่อนครับ (ล่าสุดพึ่งอัพรูป bonenkai งานส่งปีเก่าของแล็บไปครับ) เอาละ มาถึงบรรยากาศของ happy new year 2008 ปีนี้ เป็นปีแรกที่เราไม่ได้อยู่ไทยในวันปีใหม่ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาปกติแล้วมักจะไปเที่ยวกับครอบครัว และตระกูลปราณีนรารัตน์เป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าจำความได้ จะไปกันทุกปี เปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ ในปีนี้ ตอนแรกวางแผนไว้ว่า อาจจะไปเที่ยวในเมือง ตามแต่มีเพื่อนจะชวนไปหรือตามอารมณ์อยาก ปรากฏว่าใกล้ๆ พี่โบว์ที่ตอนแรกบอกว่าไม่มีคนเที่ยวด้วย ก็มีหนุ่ม พาไปเดทแล้ว 55 ยัยแหนมก็มีแฟนมาแล้ว ตอนแรกทางหอโซชิกาย่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะไปไหนกั | |||